Fiction-Illusion

[Fic นี้แต่งขึ้น เมื่อสามสี่วันที่แล้วบนดาดฟ้า ที่ที่ผมชอบไปนอนผึ่งแดดยามคลายเครียดที่เคยกล่าวถึงใน Entry วันเกิด นั่นแหละครับ ได้แรงบันดาลใจจากการที่มันไม่มีรั้วนี่แหละ จริงๆจะแต่ง Fic แนว L แต่แต่งไปแต่งมา ไหงออกมาโคตร Y เลยวะ - -'' ช่วงนี้ทำรายงานออกชุมชนอย่างเดียว เหนื่อยมากขะรับ - -]



"เรารักนายนะ"

...

ใครเจอก็ต้องอึ้ง ทึ่ง เพราะมันเป็นสิ่งไม่นึกฝัน

ภายในใจผมสับสน ไม่นึกว่าจะได้รับคำสารภาพรักจากเพื่อนสนิท ที่เคยร่วมทุกข์สุขด้วยกันมาหลายปี ในที่สุดวันนี้ นายก็สารภาพความในใจ

แต่จะทำยังไง ในเมื่อผมไม่เคยมีความรักไม่ว่ากับชายหรือหญิงใดเลย?

...

ความรักไม่มีพรมแดน แต่การก้าวล้ำพรมแดนโดนไม่ยั้งคิด มีแต่จะก่อความเจ็บปวด...

โดยไม่รู้ตัว ผมพยักหน้าช้าๆ เป็นความหมายในแง่ตอบรับ

...

ด้วยอารมณ์ที่หนักอึ้ง แสงแดดแผดกล้าบนดาดฟ้ายามบ่ายกำลังแผดเผาร่างนักศึกษาหนุ่มสองคน ก่อให้เกิดสองเงาทะมึนทอดยาวไปบนพื้น ในเสี้ยววินาที เงาหนึ่งก็โผเข้ารวมกับเงาที่สองเป็นหนึ่งเดียว เงาหนึ่งเดียวที่ได้คงไม่สามารถทานรับความหนักหน่วงของอารมณ์ที่ถาโถม มันจึงเอนอ่อนตามเจ้าของไปจนสุดระเบียงดาดฟ้า

ดาดฟ้าอันไม่มีรั้วกั้น

...

เงาทั้งสองลับหายไปจากจากระเบียงดาดฟ้า

...
...

http://i252.photobucket.com/albums/hh6/mingninja/8th/sky1_resize.jpg

ผมสะดุ้งตื่น

หลังพักเที่ยงวันพุธจะเป็นคาบว่างเสมอ อาหารกลางวันทำให้หนังตาหย่อน คงก่อให้เกิดฝันกลางวันอันแปลกประหลาดขึ้นมา

"ให้ตายสิ นายนี่หลับได้ตลอดเวลาจริงๆเลยว่ะ"

ผมส่งยิ้มเล็กๆตอบกลับให้กับเพื่อนสนิทข้างโต๊ะ

...

ยามบ่ายหลังเลิกเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่จะออกไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียนทันทีที่กริ่งสัญญาณดัง ขณะนี้มีผมกับเพื่อนสนิทข้างโต๊ะ และเพื่อนอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในห้อง

"เออ แล้วเรื่องดูหนังคืนนี้ว่าไง"

ผมสบตา แล้วหันไปเปิดดูบันทึกสิ่งที่ต้องทำในมือถือ ก่อนตอบปฏิเสธ

"อะไรว้า... วันเกิดแฟน ไม่ไปดูหนังกะแฟนได้ไง"
เพื่อนสนิทผมลุกจากโต๊ะ คล้ายจะเข้ามากอดจากด้านหลัง

...

ผมลุกขึ้นทันที หยิบเป้เหวี่ยงขึ้นหลัง เก้าอีกล้มลงฟาดพื้นเสียงดังจนคนทั้งห้องหันมามอง แต่ผมกลับหันหน้าไปมองด้วยสายตาที่เรียบเฉย

เพื่อนผมดูเหมือนจะตกใจไปชั่วขณะ ก่อนรีบกลบเกลื่อนสีหน้าด้วยรอยยิ้ม "ฮ่าๆ ล้อเล่นแค่นี้ อย่างอนเด่ะ"

...

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า

ก่อนออกจากห้องเรียน เหมือนมีแววตาเศร้าๆมองตามอยู่ข้างหลัง

...
...

http://i252.photobucket.com/albums/hh6/mingninja/8th/sky2_resize.jpg

"...สำหรับข้อนี้นะครับน้อง ถ้าเราถอดรากที่สามของ x ออกมา เราก็จะได้..."

"ฮ้าวววววว~"

เสียงขัดจังหวะการสอนดังขึ้น ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียง การสอนพิเศษตามบ้านเป็นงานที่รายได้พิเศษดีทีเดียว พ่อแม่มักจะคิดว่าทำให้ลูกหลานตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่ายามพ่อแม่ไม่อยู่ เด็กมันก็เป็นเด็กอยู่วันยันค่ำ...

"พี่รู้ป่ะ ว่าพี่สอนได้น่าเบื่อมากกกกกกก....."

นักเรียนของผมวันนี้เป็นเด็ก ม.4 ท่าทางแก่นแก้วน่าดู เนื่องจากพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน ผมจึงถูกวิจารณ์เต็มที่

"งั้น อยากให้พี่สอนเรื่องไหนล่ะครับ"

เด็กสาวหัวเราะ ท่าทางการหัวเราะของเธอช่างสดใส ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจผมจึงหวั่นไหวไปตามเสียงนั้น

"อืม... งั้นสอนเรื่องทั่วไปก็ได้ ผู้ชายนี่เขาชอบผู้หญิงแบบไหนกันเหรอ"

ผมอ้ำอึ้ง ตอบไม่ถูก

"อย่างพี่ก็ได้เอ้า ง่ายๆ พี่ชอบผู้หญิงแบบไหน"

ผมเงียบหนักกว่าเดิม รู้สึกถึงเลือดและความร้อนที่สูบฉีดตามกระแสเลือดขึ้นไปบนใบหน้า เธอยื่นหน้ามาใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมจากผมที่ยาวประบ่าของเธอ

"พรุ่งนี้อยากไปดูหนังหละ มีหนังเกาหลีเพิ่งเข้าโรง... ไปดูด้วยกันมั้ย"

ผมพยักหน้าช้าๆ ด้วยอารมณ์คล้ายฝัน

บทสนทนานอกบทเรียนยังคงดำเนินต่อไป

...

บทเรียนวันนั้นเลิก 4 ทุ่ม เลยเวลาสอนตามปกติไป 3 ชั่วโมง

...
...

http://i252.photobucket.com/albums/hh6/mingninja/8th/sky3_resize.jpg

 

[เนื้อเรื่องแบบที่ 1 : นึกถึง "And then there were none - Agatha Christie" ยังไงไม่รู้...]


ณ ดาดฟ้า เวลาเที่ยง ท้องฟ้าดูประดุจน้ำทะเลที่มิอาจออกไปชื่นชมได้โดยง่าย ดวงอาทิตย์ส่งรังสีแผดเผาทั่วบริเวณที่มันไปถึงอย่างไม่ปราณี ขัดแย้งกับฟ้าสีครามอันแสนสดใส

นักศึกษาหนุ่มสองคนยืนประจันหน้ากันด้วยระยะห่างราวช่วงตัว สิ่งที่ต่างกันมีเพียงอารมณ์ที่แสดงออกบนใบหน้า

"เลิกกันเหรอ... พูดง่ายนี่..."

ผมพยักหน้าเรียบเฉย มั่นใจกว่าพยักหน้าครั้งแรก

ด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง เสียงตะโกนลั่นไปทั่วดาดฟ้าโดยไม่มีใครได้ยิน ผมรับฟังอย่างสงบ ขณะที่เพื่อนสนิทเปลี่ยนท่าทีเป็นผู้อาฆาตแค้น คำพูดต่างๆมิอาจสะเทือนเข้าถึงจิตใจผมประดุจลมกะโชกใส่หินผา

หากว่าประโยคสุดท้ายไม่หลุดออกมา...

หากว่านายไม่เอ่ยประโยคนั้น...

"ก็ได้ กูจะตามทำลายชีวิตมึงให้ถึงที่สุด มึงจะไม่มีความสุขอีกต่อ..."

ถ้อยคำสุดท้ายเลือนหายไปกับสายลม จากจุดที่ยืนอยู่ เพียงกำลังจากโทสะหมัดเดียวก็เหมือนนักมวยโดนหมัดอย่างจังเข้าเต็มใบหน้า ส่งผลให้อีกฝ่ายกระเด็นไปจนสุดขอบเวที

ต่างกันที่ ขอบดาดฟ้าไม่เหมือนขอบเวที

มันไม่มีรั้วกั้น

...
...

ผมสะดุ้งตื่น

กระดาษหนังสือพิมพ์ข้างกายถูกทับด้วยมีดคัตเตอร์บางๆ แต่เลือดแดงฉานที่มันโอบอุ้มอยู่ทำให้มันไม่ปลิวไปที่ไหน มีพาดหัวข่าวใหญ่พอมองเห็นได้เบื้องหลังหยดเลือด

"นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังตกตึกตายปริศนา ตำรวจเร่งเค้นสอบสวน คาดเจตนาฆ่า..."

ถัดจากกรอบข่าวนั้น มีพาดหัวขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน

"สลดนักเรียนสาว ม.4 ท้องไม่มีพ่อ ผูกคอคาห้องนอน พ่อแม่ร่ำไห้ปางตาย..."

ดาดฟ้าคราวนี้ มีรั้วกั้นอย่างหยาบๆโดยเร่งด่วนโดยคำสั่งของคณะบดี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของอาคารให้ดีขึ้น แม้จะสั่งปิดตายอย่างเด็ดขาด แต่เนื่องจากเป็นที่ที่ผมขึ้นมาประจำ การแอบทำกุญแจเก็บไว้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องปกติ

ยามเที่ยง ไม่มีใครอยู่บนดาดฟ้า

ผมก้าวข้ามเส้นสีเหลืองที่พาดอยู่บริเวณระเบียง หยดเลือดไหลออกมาจากปากแผลที่แขนด้วยความถี่ช้าลง คำเตือนห้ามเข้าที่เกิดเหตุดูเหมือนจะเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อย...

อุปสรรคเพียงเล็กน้อยต่อการก้าวข้ามสู่อิสระ...

รั้วที่ถูกกั้นอย่างหยาบๆถูกผลักไปด้านข้าง เสรีภาพอยู่เบื้องหน้าเพียงก้าว...

ผมก้าวเดินสู่อิสรภาพที่แตกต่างจากเดิม

...
...

ต่างจากเดิมตรงที่ ผมคงไม่ตื่น


-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------

http://i252.photobucket.com/albums/hh6/mingninja/8th/sky4_resize.jpg

[เนื้อเรื่องแบบที่ 2 : เวอร์ชั่นส่งเพื่อน - -]

 

ณ ดาดฟ้า เวลาเที่ยง ท้องฟ้าดูประดุจน้ำทะเลที่มิอาจออกไปชื่นชมได้โดยง่าย ดวงอาทิตย์ส่งรังสีแผดเผาทั่วบริเวณที่มันไปถึงอย่างไม่ปราณี ขัดแย้งกับฟ้าสีครามอันแสนสดใส

นักศึกษาชายสองคนยืนประจันหน้ากันด้วยระยะห่างราวช่วงตัว สิ่งที่ต่างกันมีเพียงอารมณ์ที่แสดงออกบนใบหน้า

"เลิกกันเหรอ... ทำไมล่ะี่..."

ผมพยักหน้าเรียบเฉย มั่นใจกว่าพยักหน้าครั้งแรก

ด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง อดีตคนรักของผมตัวสั่น ก้มหน้า

ผมยืนนิ่ง หันหลัง กำลังจะก้าวเดินลงจากระเบียงดาดฟ้า

ฉับพลันก็รู้สึกถึงอ้อมกอดที่คุ้นเคยมาหลายครา แม้จะห่างเหินกันไปหลายเดือน แต่อ้อมกอดนั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยดังเดิม

"เราขอกอดนายเป็นครั้งสุดท้าย จะได้ไหม"

ผมยืนนิ่ง

"รู้ไหมว่า เรารักนายมาก ไม่ว่านายจะเป็นยังไง เราก็รักนายที่สุด..."

เขาเงยหน้าขึ้น น้ำตาส่องประกายค่อยๆไหลรินออกมา มองเห็นได้ชัดเจนท่ามกลางแสงแดด

"...มากเสียจน ไม่อาจเสียนายไปให้ใครได้อีก"


ผมรู้สึกถึงแรงผลักที่หน้าอก

มันไม่แรงพอที่จะก่อความเจ็บปวด แต่แรงพอที่จะส่งไปถึงหัวใจ

ร่างกายผมเคลื่อนไหวโดยไม่อาจควบคุม ราวกับจะหาสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว

เพราะดาดฟ้า ไม่มีรั้วกั้น

...
...

ผมสะดุ้งตื่น

"ทำไมมาหลับอยู่บนดาดฟ้าล่ะ"

ผมตอบงึมงำโดยไม่หันไปมองเจ้าของเสียง กลิ่นหอมที่ลอยมาตามสายลมทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอคือใคร

"ให้ตายสิ พี่นี่หลับได้ตลอดเวลาจริงๆเล้ย..."

ผมลุกขึ้น เดินออกจากร่มไปหาเด็กสาวท่าทางแก่นแก้ว

"บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้มาหาที่คณะน่ะ หืม..."

เงาสองเงาที่เกิดจากแสงแดดยามบ่าย รวมเป็นเงาเดียวกัน

"ก็เป็นห่วงนี่นา แหม... ปล่อยน่า ถ้ามีคนมาเห็นเข้าจะว่ายังไง"

ผมหัวเราะ

"ตั้งแต่เกิดคดีปีที่แล้ว นอกจากพี่ก็ไม่มีใครขึ้นมาบนดาดฟ้าอีกแล้วละครับ"

เด็กสาวเอียงคอ ทำหน้าสงสัย

"เอ๊ะ แต่ถ้าจำไม่ผิด คนคนนั้นเค้าสนิทกับพี่มากๆเลยไม่ใช่เหรอ..."

ใช่... ความสนิทสนมที่มากเกินไป ก่ิอเกิดความสัมพันธ์อันไม่อาจแยกจาก ตัดขาด หรือให้อภัย

นายทำตัวนายเองนะ ...

ผมยิ้มให้กับป้ายไว้อาลัยที่พิงอยู่กับรั้วลูกกรง สิ่งเดียวที่ขัดใจผม คือรั้วลูกกรง ที่ทางคณะนำมาติดตั้ง...

ลูกกรงนั้นดูจะขังหนทางสู่อิสรภาพของหัวใจเสียจริงๆ

http://i252.photobucket.com/albums/hh6/mingninja/8th/sky5_resize.jpg


edit @ 29 Jan 2008 14:02:41 by หมอโรคจิต

ปอบในห้องฉุกเฉิน

posted on 06 Feb 2008 00:05 by mingninja  in Fiction-Illusion

 

อ่าน Fiction ก่อนที่ผมเคยแต่งได้ที่นี่ครับ

[คุยเรื่องสัพเพเหระกับ Roommate เก่า - ที่ตอนนี้ไปเป็นแพทย์ใช้ทุน Intern อยู่แถวๆภาคเหนือ เลยได้ Fic แนวพิลึก 50% Base on True Story นี้มาครับ]

 

 

นาฬิกาส่งเสียง ติ๊กต๊อก ตามจังหวะการเดินอยู่บนผนังกระเบื้องสีขาว หญิงสาวในชุดขาวเรียบง่ายฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะข้างๆฉัน วันนี้จิ๊บคงจะเหนื่อยมากเพราะดูแลคนไข้ทั้งวัน ฉันหยิบชาร์ตคนไข้มานั่งตรวจแล้วถอนหายใจด้วยความเหนื่อย ทำไมฉันต้องมาอยู่โรงพยาบาลบ้านนอกกลางป่ากลางเขาแบบนี้นะ อุตส่าห์ได้ที่เรียนในกรุงเทพ ยังต้องกลับมาใช้ทุนที่บ้านเกิดของตัวเอง ทั้งโรงพยาบาลมีหมอกับนางพยาบาลอีกคน คนขับรถอีกหนึ่ง คนไข้มาให้รับมือวันละเกือบร้อย ยายปอนี่ท่าจะเป็นคนโชคร้ายจริงๆ...

เสียงประตูฟาดผนังทำเอาฉันและจิ๊บสะดุ้งตื่น...ทิ้งรอบคราบน้ำลายไว้บนโต๊ะ

"หมอปอ ตื่นเร็ว คนไข้ฉุกเฉิน"

ค่ะ...ค่ะ...ฉันตื่นอยู่แล้วค่ะ

ฉันคว้าเสื้อกาวน์ได้ก็รีบคว้ามาใส่ทับเสื้อกันหนาวแบบส่งๆ กระดุมยังไม่กลัดด้วยซ้ำ รีบจ้ำไปตามระเบียงทางเดินโดยมีจิ๊บเดินหาวตามมาติดๆ

"คนไข้ชักใหญ่เลยหมอ น้ำลายฟูมปาก ตาเบิกกว้าง ชีพจรแกเต้นเร็ว ตุบ ตุบ เลยหมอ..."

เดี๋ยวนี้คนขับรถเริ่มทำตัวเป็นบุรุษพยาบาลแล้วค่ะ รายงานสถานการณ์หมอเสมือนพยาบาลมืออาชีพ...ผิดกันตรงคำพูดแค่นั้นเอง

ถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ฉันหยุด และสูดหายใจลึกๆ

ประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออก สีหน้าของญาติพี่น้องผู้ป่วยต่างมองมาด้วยแววตาศรัทธา ต่างจากฉันที่หน้าซีดลงทันทีที่เห็นคนไข้

-----------------------
-----------------------



ยี่สิบปีที่แล้ว เด็กหญิงปอเป็นเด็กหญิงที่ซุกซน วันๆเอาแต่วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ โดยไม่เคยฟังคำเตือนใดๆจากผู้ใหญ่

ในวันที่แม่ของปอเตือนว่า อย่าผ่านไปแถวปลายไร่เป็นอันขาด มันอันตราย

ปอแทบจะเป็นแกนนำกลุ่มเพื่อนๆ วิ่งตรงดิ่งไปยังปลายไร่ทันทีที่ลับตาแม่

"ยายมุ้ย" คือชื่อของหญิงชราที่เพิ่งย้ายมาอาศัยอยู่ที่ปลายไร่ หลายคนร่ำลือกันว่า ยายมุ้ยเป็นปอบ ออกมาหากินเป็ดไก่ของชาวบ้าน จนถูกขับไล่ออกมาจากหมู่บ้านข้างเคียง

อาทิตย์ยามอัสดงส่องแสงสีแดงสาดไปทั่วไร่ ราวกับเหล่าพืชพันธุ์ถูกชะโลมด้วยเลือด ให้ภาพทิวทัศน์อันแปลกประหลาด

ปอและเพื่อนๆซุ่มดูบ้านไม้ที่ปิดมืดสนิท จนดวงตะวันเริ่มคล้อย ใต้ถุนบ้าน ไม่มีเล้าเป็ดไก่แต่อย่างใด กลุ่มเด็กๆเริ่มเบื่อที่จะรอคอย

ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ ไอ้ตั๋งหูดี ได้ยินเสียง "อ๊อกๆ" เหมือนเสียงคนหายใจไม่ออกดังมาจากทางหลังบ้าน ปอเป็นหน่วยกล้าตายเสมอ เธอนำเพื่อนๆอีก 4 คนย่องไปแอบมองผ่านกำแพงไม้ ภาพที่เห็นทำให้เธอแทบลืมหายใจ

 

http://i252.photobucket.com/albums/hh6/mingninja/8th/MastersofHorrorTheBlackC155853_f.jpg

แมวดำตัวเขื่องสะบัดหางไปมา ขากระตุกราวกับจะเป็นวาระสุดท้าย หญิงชราผมขาวนั่งหันหลังให้พวกเธอ จับคอแมวไว้มั่นคง เลือดของแมวโชคร้ายค่อยๆหยดลงมาตามปลายหาง

เสียงหวีดร้องของเด็กหญิงสำอางค์ ผู้ที่เด็กที่สุดในกลุ่มเรียกสติเด็กๆให้กลับคืนมา ยายมุ้ยหันขวับมามอง ตาแดงก่ำเหมือนเลือดที่ปากของเธอ

เด็กทั้งห้าวิ่งตัดข้ามไร่ กลับถึงบ้าน ปอถูกแม่เฆี่ยนอย่างหนักเป็นครั้งแรกในชีวิต เด็กหญิงสำอางค์ไข้ขึ้น และเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา

ต่อมาไม่ถึงเดือน ไอ้ตั๋งตามพ่อเข้าไปในป่า และหลงกับพ่อ ไม่กลับมาอีกเลย

แม่ของปอตัดสินใจส่งปอไปอยู่กับน้าชายที่กรุงเทพ ได้ข่าวว่าลูกหลานยายมุ้ยพากันย้ายตามมาดูแลแกที่บ้านนั้น เป็นเรื่องเป็นราวกับชาวบ้านไปซักพัก หลังจากนั้นข่าวนี้ก็เงียบหายไป

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ปอได้รับข่าวเกี่ยวกับบ้านเกิดของเธอ และเกี่ยวกับคนไข้ชราที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้า

--------------------------
--------------------------

 

ฉันตั้งสติได้

หญิงชรากำลังดิ้นรนต่อสู้ด้วยพละกำลังอันมหาศาลเกินคาดคิด ญาติพี่น้องห้าคนต้องช่วยกันตรึงแกไว้กับเตียง จิ๊บรีบตรงเข้าไปฉีดยาเข้าเส้นเลือดทันที ดูเหมือนว่าวิญญาณร้ายจะแพ้ฤทธิ์ยา ยายมุ้ยสงบลงอย่างเห็นได้ชัด แกส่งสายตาอาฆาตฉันกับพยาบาลสาว ก่อนนิ่งไปบนเตียงผ่าตัด

"ยายจะตายไหมหมอ"

ชายหนุ่มข้างๆถามขึ้นด้วยภาษาท้องถิ่น ฉันตอบด้วยภาษาเดียวกันแต่สำเนียงแปร่งๆ

"ก็ไม่แน่หรอก ยายแกอายุมากแล้ว ถ้าให้หมอเดา ก็คิดว่าคงเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง ไม่งั้นก็พวกโรคในช่องท้อง แต่ขอหมอตรวจก่อนนะ จะได้รีบผ่าตัดช่วยเหลือยายแกต่อไป ตอนนี้ขอให้ทุกคนออกไปรอข้างนอกก่อนนะคะ"

---------------------------
---------------------------

 

(จบแบบที่ 1 : แบบบ้านๆ)

ห้องผ่าตัดเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงพัดลมหรือจั๊กจั่นเรไรข้างนอก มีเพียงหมอและพยาบาลกับร่างหญิงชราบนเตียงเท่านั้น

"เอ้า จิ๊บ รออะไรอยู่ล่ะ เริ่มเลยสิ"

พยาบาลสาวยิ้มแห้งๆให้ฉัน

"แหม แต่รายนี้อายุมากแล้วนะหมอ"

"เอาเถอะ ฉันรู้ว่าเธอหิว นอนหลับซะน้ำลายยืดเชียว จัดการก่อนได้เลย ระวังอย่ากินให้มากเกินไปล่ะ เดี๋ยวพอเย็บผิวหนังกลับเข้าที่แล้วมันจะไม่เหมือนเดิม"

จิ๊บคว้ามีดและกรรไกร เริ่มต้นเลาะผิวหนังของเหยื่อวันนี้ทันที แลบลิ้นยาวเป็นศอกเชียว...แหม แล้วทำเป็นปฏิเสธ

"อ้อ อย่าลืมเหลือหัวใจไว้ให้ฉันด้วยล่ะ" ฉันแยกเขี้ยวเตือน ก่อนหยิบชาร์ตคนไข้มานั่งตรวจรออาหารมื้อดึกต่อไป

--------------------------
--------------------------



(จบแบบที่ 2 : แบบในเมือง)

ห้องผ่าตัดเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงพัดลมหรือแมลงข้างนอก มีเพียงหมอและพยาบาลกับร่างหญิงชราบนเตียงเท่านั้น ดวงตาของหญิงชรากลอกไปมา แต่แกคงไม่มีแรงขยับจากฤทธิ์ยาที่ฉีด


"เอ้า จิ๊บ รออะไรอยู่ล่ะ เริ่มเลยสิ"

พยาบาลสาวยิ้มแห้งๆให้ฉัน

"แหม แต่รายนี้อายุมากแล้วนะหมอ"

"เอาเถอะ เดี๋ยวนี้ขอให้อวัยวะสมบูรณ์ 60% ขึ้นไปเค้าก็รับซื้อแล้วล่ะเธอ แต่ราคาอาจจะถูกลงมาหน่อย เสียดายอยู่บ้านนอกแบบนี้ เสียค่าขนส่งแพงแถมยังได้ของน้อยอีกตะหาก"

"บ่นมากๆระวังแก่เร็วนะคะหมอ"

"เอาเถอะย่ะ" ฉันตัดบท ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

"ฮัลโหล เฮียก้องเหรอคะ ค่ะ ค่ะ งวดนี้คงได้เฉพาะไตกับกระดูกอ่อนนะคะ ไตสองข้างเลยค่ะ แหม ใช่ค่ะ คนแก่ก็แบบนี้ล่ะค่ะ ต่อให้อีกสามวันออกไปตายข้างนอกก็ไม่มีใครรู้ ค่ะ โอนเข้าบัญชีเดิมนะคะ ขอบคุณค่ะ"


หวังว่าคงไม่มี"ปอบ"ติดไปกับไตนะ

http://66.113.194.85/bpics16/bpp.jpg
www.thainetcity.com

เปลี่ยน Theme ใหม่ใส "สะอาด" ตามคำแนะนำหลายคนครับ...
ถ้าใครไม่ชอบเลือดสาด กด Ctrl+ F5 ได้ทันที (5/2/2551)

 

เหมือนถ่อ_(。◕‿◕。 )/ View my profile

Recommend