หลังจากการสอบ "ข้อสอบพื้นฐานความรู้ทั่วไป" ผ่านพ้น ผมก็พบว่าใน MSN และใน Twitter เองมีการเปลี่ยนหัวข้อมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อสอบอันเร้าใจชุดนี้อย่างเมามันส์ อาทิ

- โรงเรียนผมไม่เคยสอนเทนนิสครับ
- ชีวิตนี้ไม่เคยจัดละครเวที อย่าได้มีหวังกับสอบเข้ามหาัลัย
- ถ้าท้องตอนเรียน ทำไงดีอ่ะ
- กถักกฬีนี่มันตัวอะไรวะ
- อิผัดไทกุ้งสด อิเครื่องซักผ้า อิน้ำปุ๋ยหมัก อินักเทนนิสตบวอลเลย์ ฯลฯ

 (แสดงให้เห็นถึงการมีเด็กในสังกัดเยอะ... ไม่ใช่ละ )

อย่างที่หลายคนรู้กันแล้ว ผมยึดอาชีพติวเตอร์เป็นอาชีพเสริมมาตั้งแต่สมัยเรียน (ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นว่ารายได้จากการสอนพิเศษอย่างเดียววันละสองสามชั่วโมงนั่นน่ะ เกินรายได้จากงานหลักไปแล้ว) ก็เลยต้องศึกษาข้อสอบพวกนี้เอาไว้หน่อย

 

แต่พอได้อ่านตัวอย่างข้อสอบ ผมรู้สึกประทับใจมากครับ

มันไม่เพียงแต่ฮาหลุดโลกมาก แต่อัดแน่นด้วยสาระ มีศาสตร์และศิลป์เกือบทุกขั้วเลยทีเดียว

 

 

และต่อไปนี้คือประเด็น ถอกออฟเดอะทาวน์ 

1.เคยอ่านที่คุณป้าอุบุนตู้มพอร์นเคยกล่าวไว้ ว่าข้อสอบอยู่ในหลักสูตร...

หลักสูตรบ้านป้า XXX เหรอ !!!!!!!!!!!!!!!!!

...

นี่มันชีวิตประจำวันผสมความรู้รอบตัวแบบโคตรๆเลยไม่ใช่เรอะ !!!

หลายส่วนของข้อสอบเป็นเรื่องข่าว หรือความรู้ทั่วไป (เทนนิส, อาหารประจำชาติ) หลายส่วนก็จงใจจะให้ความรู้แก้ผู้สอบ (คล้ายๆข้อสอบตอนเรียนแพทย์ครับ หลายๆครั้งจะให้ความรู้ใหม่มา แล้วถามคนละขั้วไปเลย) หลายส่วนเป็นการแก้ปัญหาในชีวิตจริง (ซ่อมเครื่องซักผ้า, การขายผลิตภัณฑ์)หลายครั้งก็เป็นปัญหาประหลาด หลุดโลก จงวิเคราะห์สดซะ (ฉากการแสดงละคร)

อันที่จริง ประเด็นนี้ผมว่าไม่น่าโวยวายนะครับ ชีวิตคนเราจริงๆไม่ได้มาจากการท่องจำนะ มันมาจากนอกตำรานี่แหละ

แต่บางข้อก็น่าด่าจริงๆ คุณคาดหวังอะไรนักหนาเนี่ย... อีระบำอินตะระเดีย รึว่าอีกุจจี่ ปุจจี่ กะดุ๊กกะดุ๋ยนี่มันสำคัญกับมนุษยชาติขนาดเด็กไทยส่วนใหญ่ควรรู้จักเลยเรอะ... ไปขุดตำราศิลปศาสตร์เล่มไหนมาออกก๊านนนนนน...

เอาเป็นว่า ที่น่าโวยวายกว่าคือประเด็นถัดไปตะหาก

 

2.คำถามปลายเปิด แต่คำตอบเป็นชอยส์

นี่เป็นประเด็นที่ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ และทำเอาอยากเห็นวิธีการให้คะแนนมากกกกกก....

เรียนแล้วท้องจะทำยังไง ? ต้องนึกอีกว่าในขณะนั้นคนออกข้อสอบมันใช้อะไรคิดวิเคราะห์ มาตรฐานจริยธรรมมันจะสูงแค่ไหน มันจะเอาอะไรยึดว่าคำตอบไหนดีไม่ดี (ผมชอบคิดแบบนี้แหละเวลาทำข้อสอบ คือตอบเอาใจคนออกข้อสอบไว้ก่อน ขัดใจตัวเองช่างมัน) 

ฝรั่งอยากฮันนีมูน ผ้าปูโต๊ะสีอะไรดี ? เอาหละ ตามหลักจิตวิทยาการถ้าจะจัดโรงแรมก็ต้องเป็นผ้าลินินสีขาวให้ดูหรูหราใต้เชิงเทียน... ถ้าต่างชาตินั่นเป็นชาวจีนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวสัดส่วนอันดับ 1 ของไทยก็ต้องปูโต๊ะแดงแปร๊ดน่ะสิ ? ความน่าจะเป็นที่เป็นคนจีนก็สูงนะ... เอ๊ะ ฮันนีมูน ใส่สีชมพูก็ดีนะ ฯลฯ แต่โจทย์ไม่มีชอยส์พรรค์นั้นน่ะสิ เนื้อที่ให้เขียนก็ไม่มี

นักเรียนอยากคบเพื่อนแบบไหน ? นี่ก็เป็นจิตวิทยาอีกข้อ คนออกข้อสอบเค้ามองว่าอะไรสำคัญที่สุดล่ะ ? ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ? ความเอาใจใส่ ? ถ้าเลือกข้อนี้ แล้วอีกข้อก็ต้องผิดน่ะสิ รึว่าเค้าจะมองว่าพวกคนที่ชอบเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นน่ารำคาญ... โอ๊ย คนออกข้อสอบแม่งซึนเดเระว่ะ

มาตรฐานคนเราไม่เหมือนกัน ผมจึงไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าข้อสอบนี้แท้จริงแล้วมันดีหรือไม่ดี มันอาจจะดีกับคนบางกลุ่มก็ได้... (จึงบอกได้ว่า ความเห็นส่วนตัวคิดว่ามันเละเทะ )

และแน่นอน ผมไม่คิดว่าจะมีคำตอบที่ถูกต้อง 100% เช่นกัน 

ข้อสอบทำได้น่าสนใจ เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้การศึกษา แต่ข้อสอบที่น่าสนใจแบบนี้ เหมาะกับการตอบแบบอัตนัย ประกอบคำอธิบาย ว่าทำไมจึงคิดแบบนั้น ตอบแบบนี้ ไม่สมควรทำลายความบรรจงในการรังสรรค์ด้วยการบังคับชอยส์ครับ

เหมือนเป็นการสรุปตัดจบว่า ถ้าคิดไม่เหมือนคนออกข้อสอบ มาตรฐานไม่เหมือนกัน ก็จงอย่าได้คะแนนจากฉันไป๊ !!!!

แต่ถ้าข้อสอบชุดนี้ มีการให้คะแนนว่า ถ้าตอบข้อที่ถูกที่สุด ได้ 4 คะแนน ถูกรองลงมาได้ 2 คะแนน และ 1 คะแนน ไล่ลงไป... แบบนี้ยังพอจะน่าสนใจหน่อย แต่ก็นั่นแหละ เอาอะไรมาตัดสินว่าถูกต้องที่สุดครับ ?

 

3.มันจะลดการเรียนกวดวิชา นี่แหละ วิชาชีวิต !!!!!!!!!

 

คุณเคยสอนเรื่องร้อยละและเปอร์เซ็นให้เด็ก ม.3 ที่ไม่เคยรู้จักคำว่ากำไรขาดทุนไหมครับ ?

คุณเคยสอนกาพย์เห่ชมเครื่อง คาวหวานให้เด็กลูกคุณหนู ที่ไม่รู้จักอาหารไทยและส่วนประกอบซักชนิดเลยไหมครับ ?

คุณเคยสอนความน่าจะเป็นให้เด็ก ม.6 ที่ไม่เคยแตะสำรับไพ่มาก่อนในชีวิตไหมครับ ?

เคยต้องสอนภูมิศาสตร์ประเทศไทยให้เด็กที่อยู่หอพักจนไม่เคยออกไปไหนไหมครับ ?

เคยสอนภาษาอังกฤษให้เกรียนที่พูดอังกฤษเป็นแค่ "Dot A" ไหมครับ ?

 

นั่นคืองานของผมครับ

เด็กพวกนี้ จะกล่าวว่าน่าสงสาร ก็คงไม่ถูกนัก แต่พวกเขาขาดโอกาสที่จะได้สัมผัสอะไรหลายอย่างที่คนทั่วไปได้สัมผัสกับมันเป็นปกติ และการเข้าไปเรียนกับที่เรียนพิเศษใหญ่ๆในเมือง ย่อมไม่ต่างกับการเรียนในห้องเรียน ซึ่งไม่มีวันเข้าใจ จนกว่าจะแก้ไขปมปัญหาให้ออกเสียก่อน

ผมต้องขอขอบคุณข้อสอบชุดนี้นะ ครับ คุณได้ทำให้เด็กปกติทั่วไป ได้พรั่นพรึ่งกับโลกใหม่ที่คนปกติไม่ค่อยได้รู้ได้เห็น เพิ่มปมปัญหาที่พวกเขาไม่มีวันไล่ทัน แล้วน้องๆจะทำยังไงกันดี... ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งการกวดวิชา !!

 

เด็กไทยไม่ได้แก้ปัญหา "ข้อสอบยาก" ด้วยการพยายาม "รู้" เพิ่มเติมนะครับ แต่เด็กไทยส่วนใหญ่จะคิดว่า เราต้อง "เรียน" เพิ่มเติมต่างหาก

ติวเตอร์ : งานเข้า

 

ต่อไปนี้ ผมอาจได้งานสอนคอมพิวเตอร์พื้นฐานเพิ่ม เพื่อนผมคณะถาปัต/ศิลปกรรมที่กำลังตกงานอาจได้งานสอนศิลปะให้เด็กเตรียมสอบ ผมอาจต้องเอาเลขฐานสองมาสอน ม.ปลายอีกครั้ง เด็กจะเห็นความสำคัญของคอร์สแพทย์มากขึ้น ฯลฯ

ขอบคุณที่ช่วยเพิ่มช่องทางให้โลกแห่งติวเตอร์ครับ

(หมายเหตุ พื้นที่โฆษณา : อันที่จริง ผมติวได้เกือบทุกวิชา ราคากันเอง หลังไมค์มาได้ รับงานเมื่อว่าง 555++ )

 

4.ได้คะแนนยาก

 

ต้องตอบถูกสามข้อรวดจึงจะได้คะแนน

ผมไม่ค่อยชอบข้อสอบแบบ ข้อ ก.ถูก ข.ผิด ผิดทั้ง ก.และ ข. อะไรเทือกนี้เท่าไหร่ เพราะเหมือนข้อหนึ่งต้องทำหลายข้อย่อย และต้องทำเป็นแพคเกจ (ที่ส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวกัน) มาเจอแบบนี้จึงยิ่งแล้วใหญ่

คิดง่ายๆ ข้อสอบชุดนี้มี 18 ข้อ แบ่งเป็น 6 ชุด

หากผมตอบถูก 12 ข้อ ตามหลักการณ์ คะแนนผมจะผ่าน เพราะได้ถึง 66.67 %

แต่ถ้า 12 ข้อของผม กระจายอยู่ใน 6 ชุดนั้น ชุดละ 2 ข้อ

ผมจะไม่ได้เลยแม้แต่คะแนนเดียว หรือได้มา 0%

อาจารย์อุ๊เคยกล่าวไว้ว่า 

ก็เด็กเขาได้แค่ 50 % อ่ะค่ะ แล้วจะทำไมล่ะคะ ต้อง100 เหรอ ทุกคนต้องได้ 100% เหรอคะ

 

 

อาจารย์ด๊อกเตอร์เสรี เคยกล่าวไว้ตอนปัจฉิมนิเทศที่จันทร์เกษม

"เนี่ยะ ครูคนไหนนะ ออกข้อสอบมาแล้วเด็กตอบไม่ได้นั่งหัวเราะชอบใจ
ประเภท ภูเขาที่สูงที่สุดอันดับหนึ่งคือเอฟเวอเรส อันดับสอง ... สาม ... บลาๆๆ ถามว่าอันดับ 11 คือที่ไหน..."

แกก็เว้นให้นักศึกษาขำอยู่พักนึง

"บ้า ใครมันจะไปตอบได้ ตำรามันก็ให้มาแค่อันดับต้นๆ แล้วมันมีความจำเป็นในชีวิตไหมที่จะต้องจำว่าอันดับ 11 คือที่ไหน"
"ครูแบบนี้แหล่ะนักศึกษา จำไว้ ครูปลอม"
"ครูบาอาจารย์ที่ท่านต้องการให้นัก เรียนนักศึกษาได้รับความรู้ สร้างคนให้มีคุณภาพเขาไม่ทำกัน"


เสียงปรบมือกราวใหญ่กึกก้องหอประชุม .....

 

 

5.นักเรียนไทยสามารถสอบ O-Net ได้เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต

ประเด็นนี้สำคัญและน่าเป็นห่วงที่สุดครับ

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเล็กน้อยเพียงครั้งเดียว คะแนนพลิกผันจะติดตัว เหมือนถูกเลขตีหัวไว้กลางหน้าผาก และเป็นตัวเลขที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเขาไปได้ตลอดกาล

คนส่วนใหญ่คาดเดากันว่า คะแนนปีนี้จะแย่กว่าปีก่อนๆ 

ถ้าปีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง รุ่นน้องของพวกเขาจะมีเวลาเตรียมตัวรับมือ และมีโอกาสสูงที่จะได้คะแนนดีกว่า

ถ้าปีหน้าเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็มีโอกาสได้คะแนนน้อยกว่ารุ่นต่อไป (ยกเว้นรุ่นต่อไปมันจะออกให้เสื่อมกว่านี้นั่นแหละ รุ่นนี้จะได้ลืมตาอ้าปาก)

นั่นแปลว่า พวกเขามีคู่แข่งเป็นเด็กซิ่วในปีนี้ และถ้ายังรอ ก็มีคู่แข่งในอนาคตที่หนักใจกว่าคือรุ่นน้องในปีหน้า

คิดให้ดีก่อนเปลี่ยนมาตรฐานการให้คะแนนครับ

 

 

 

ชีวิตจริง หลายคนเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถ แต่ถูกกีดกัน ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน ด้วยตัวเลขที่เรียกกันว่า "คะแนนเฉลี่ย" "GPA" "คะแนนเอนท์" "คณะ / มหาลัยที่จบ" "ระดับปริญญา" "เกียรตินิยม" ฯลฯ

เถ้าแก่หลายคน ยังจบแค่ ป.4

โปรดอย่าทำให้ตัวเลข มาบั่นทอนโอกาสของเยาวชนครั