เมื่อติวเตอร์เจอเด็กนรก (ภาค Diabolic Tutor)
posted on 13 Oct 2009 14:51 by mingninja in Economic-eBay, Me-Myself, Medicine-Student, Psycho-Baka, World-Society
Music : Tank!
Artist : OP Cowboy Bebop
Album : Para Para Max Vol.2
*เพลงไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าเหงาหูจะกดฟังก็ได้นะ
ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.........

ตอนแรกก็กะว่า ... งานเข้า ขอหยุดเขียนบล็อก ไปทำภารกิจเพื่อชีพแป๊บนึง (ชีพของตัวเอง OTL)
ต่อมา ขอย้ายบ้าน แป๊บนึง... (ซึ่งกว่าจะได้เลขที่บ้านมานี่ สุโก้ยจริง... มิตรรักโปสการ์ดรอที่อยู่ใหม่หลังไมค์กันได้ครับ)
ต่อมา ของานใหม่แป๊บนึง... (และ...งานนี้เถื่อนมากๆ)
เผลอแป๊บเดียว 3 เดือนแล้วววววววววว!!! (นี่ถ้ามีเด็กป่านนี้ก็พุงป่องแล้วนะ - -")
ช่วงปิดเทอมที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นช่วงที่บรรดาน้องๆมัธยมทั้งน่ารักหรือหน้าสิวต่างพากันเฮละโลโอละเห่ ด้วยเหตุว่าฤดูปิดเทอมเล็ก เด็กๆว้าวุ่นได้หมุนกลับมาอีกรอบ ชอบอ่ะดิ๊...วันหยุดน่ะ
ในขณะที่ทางฝั่งมัธยมปลายเรื่อยไปจนถึงปีหนึ่งก็พากันอ่านหนังสือกันให้สิ้นชาติ บางก็เตรียมสอบ บ้างก็เตรียมซิ่ว ติวแกะเตรียมแพะกันให้หัวบาน พ่อแม่ก็รู้งาน เห็นลูกหยุดนานๆ ไม่ได้ ต้องส่งไปเรียนนะเคอะ จะได้เจอะเจออักษรสาร ดั่งโบราณว่า สามวันจากนารีเป็นอื่น สี่วันจากหนังสือ... จะ... จะอะไรซักอย่าง ผมลืม
(จะเติมคำว่าหื่นก็คงมิใช่ - -")
และนี่คือที่มาของงาน Freelance ที่น่าสนใจงานหนึ่ง ก็คืองาน Tutor นั่นเอง 
ปล.ชื่อ Entry ไม่เกี่ยวอะไรกับการ์ด Magic the Gathering
ในฐานะที่เป็น Tutor มา 6 ปี ขอรวบยอดมากล่าวใน Entry นี้ซักเล็กน้อย... (และคงหายไปอีกซักระยะ ??)
Tutor มี 3 ประเภทครับ
1.ประเภทอิสระ - พวกนี้เป็นอิสระต่อตัวเอง โพสท์ความสามารถทางวิชาการของตัวเอง และประกาศรับติวเองตามสถานที่ต่างๆ เช่น ถ่ายเอกสารแปะ ประกาศตามเว็บบอร์ดหรือแหล่งประกาศต่างๆ ในการเรียนก็ต้องรับผิดชอบเอง ผู้เรียนและผู้สอนต่างก็มีความเสี่ยงเอง เดินทางไปหาสถานที่สอนที่เรียนกันเอง มันเสี่ยงยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลัง...
2.ประเภทสถาบันกวดวิชา - พวกนี้แข่งขันกันเรื่องการตลาด คือ ต่อให้ลงทุนสูงแค่ไหน สอนเก่งกาจแค่ไหน เจอการตลาดเก่งๆของศัตรูไปก็พังยับมาหลายราย เพราะการเปิดสถาบันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้แต่ผู้สอนเอง หลายสถาบันก็รับเฉพาะปริญญาเอกเท่านั้น (เรียนจบปริญญาเอกเพื่อมาเป็นครูสอนกวดวิชา !?!) แต่สิ่งหนึ่งที่รับประกันได้คือ เรียนแล้วสะดวกสบาย มีห้องเรียนดีๆ มีชื่อเสียง ทั้งที่จริงเด็กที่ไปเรียนตามสถาบันต่างๆน่ะ ถ้าใจไม่รักเรียนจริง แล้วพ่อแม่เอาเงินบังคับให้เด็กไปเรียน ก็เหมือนเพิ่มเวลาและเงินให้ลูกออกนอกบ้านนั่นแหละ
อันนี้คร่าวๆจากที่เห็นมา... //ถ้าไปพ้องกับเหตุการณ์จริงมี่ไหน ก็คิดซะว่ามันบังเอิ๊ญ บังเอิญ...
3.ประเภทเอเยนต์ - เหมือนข้อ 1. แต่มีสังกัด ติดต่อรับงานสอนผ่านเอเยนต์ มีส่วนแบ่งให้เอเยนต์ ฟังแบบนี้จะรู้สึกว่าเอเยนต์มันคงจะโคตรรวย แต่เอเยนต์จะซวยถ้าหางานไม่ได้ หรือเจอมิจฉาชีพ หรือไม่มีคนสอน ... จะว่าไปแล้ว ถ้าไม่นับความเครียดจากการนั่งสับรางและรับเรื่องให้ปวดหัวทั้งคืนทั้งวัน การทำงานเป็นเอเยนต์ก็น่าสนใจทีเดียว...
ข้อดีของงาน (หนังสือชี้ชวน - การลองทำมีความเสี่ยงสูง โปรดอ่านข้อมูลก่อนตัดสินใจ)
- ใช้เวลาน้อยมาก ทำเป็นงานเสริมได้ เหมาะกับการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
- ถ้าเดินทางเก่ง (คือไม่โบก Taxi จนตูดบานบ่อยๆ, รู้จักใช้ combo Google Map + BMTA ให้เป็น) หลังรวมค่าเอกสารแล้ว การลงทุนของคุณอาจให้ผลตอบแทน 3000%
- ผลตอบแทนมันมีเรทสากลของมันอยู่... ซึ่งถ้าคุณขยันและมีปัญญาหางานได้มากพอแบบต่อเนื่อง... รายได้รายเดือนของเด็กที่ยังเรียนตรีไม่จบอาจเยอะกว่าหมอสองเท่า
- ไม่มีวันตาย ตราบใดที่เด็กไทยยังต้องเรียน
คุณสมบัติของติวเตอร์ที่ดี
1.รู้วิชามากกว่าเด็ก คือไม่โง่กว่าเด็กที่จะสอนเป็นใช้ได้
2.อธิบายเป็นภาษาคนแล้วคนฟังรู้เรื่อง
3.ข้อนี้สำคัญที่สุด จงหยุดถ้าทำข้อนี้ไม่ได้...
"ห้ามด่าเด็ก วีนเด็ก ตบเด็กให้หน้าไหม้ กัดเด็กให้หัวหลุด เตะเด็กให้คอหัก เด็กเกรียนอย่าเกรียนตอบ เด็กก่อม็อบอย่าสนับสนุน เด็กยั่วอย่าค้ำจุน เด็กรุ่นๆอย่าหลงคำลวงคารมณ์ อ๊อด อ๊อด ย้ำว่า ห้ามเป็นอันขาด ไม่ว่าเด็กจะเกรียนหรือเมพแค่ไหน โปรดใช้อุเบกขา เมตตาธรรม ค้ำจุนโลกา..." (แล้วด่ามันในใจ ?
)
คราวนี้มาดูฝั่งเด็กกันมั่ง
เด็กที่เรียนก็มีตั้งแต่
- อนุบาล : สอนวาดรูประบายสี สอนร้องเพลง
- ประถม : ดูแบบรวมๆ... มีตั้งแต่พื้นๆ ไปจนถึงสอนเด็กไบลิงกวล ...ซึ่งตูอ่านแล้วสงสัยว่ามันเอาตำราลิงอะไรมาให้เด็กเรียนเนี่ย
- ม.ต้น : เนื้อหาส่วนใหญ่ถือว่าง่าย เอาเป็นว่าถ้าคุณแน่ไม่แพ้เด็ก ม.4 ก็ไปรอดแล้ว หินขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเตรียมสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งแถวนครปฐมหรือโรงเรียนชื่อดังแถวจุฬา
- ม.ปลาย : งานเข้าเยอะที่สุด ! ยากที่สุด ! ดราม่าได้แบบสุดๆ !
- วิชาเฉพาะ : สอนกีตาร์ สอนภาษา สอนคอม มีทุกอย่างที่มนุษย์เรียนรู้ได้ ฉะนั้นจงอย่าอายถ้าคุณมีวิชา
- มหาลัย : วิชาเฉพาะเยอะมากจริงๆ - -" คุณจะพบว่า ไม่มีสถาบันเรียนพิเศษเปิดสอนระดับมหาลัยมากนัก และเมื่อเด็กที่เรียนพิเศษจนชินเจอปัญหาเรียนไม่เข้าใจในมหาลัย หลายคนจะเลือกจ้างติวเตอร์มาสอน นอกจากนี้ก็มี... สอนเพื่อเตรียมซิ่ว
- วัยทำงาน : บ่อยสุดๆจะเป็นเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ จีน รองลงมาก็พวกโปรแกรม ออฟฟิศ แฟลช D.base Photoshop บัญชี Excel ขั้นเทพ เขียนโปรแกรม SPSS บลาๆๆๆ ซึ่งโปรแกรมบางตัวผมอ่านแล้วคิดว่าคนที่มีปัญญาสอนคงเป็นเทพระดับสูงแบบขริงๆ
แน่นอนว่า ถ้างานนี้มันสบายจริง คนก็แห่กันไปทำตามกันหมดตามกระแสกันหมดแน่นอน ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมา ผมลองสอนมาแล้วทุกรุ่น และยืนยันว่าเจออะไรที่ชวนปวดกระปูกได้ทุกวัยครับ
ตัวอย่างประสบการณ์เคสชวนดราม่า
- เด็กโคตรพ่อพระเจ้าเทพเซียนเรียนไฮเปอร์
ผมรับงานสอนเด็ก ม.1 มาคนหนึ่ง วิชาเลข ธรรมด๊า...ธรรมดา... สอน 2 ชั่วโมง แล้วก็ให้เด็กทำการบ้าน ครั้งต่อไปมาตรวจ มีอะไรติดขัดมั้ย ถ้าไม่มีก็ Up Level...
วันแรก - เจนจบเรื่องตัวเลข
วันที่สอง - เป็นปัจเจกเรื่องจำนวนจริง
วันที่สาม - กลิ้งไปถึงสมการ
วันที่สี่ - บานไปถึงพหุนาม
...
...
...
และแล้ว ปิดคอร์สวันที่ 30 เธอผู้นี้ก็สามารถทำเลขระดับมัธยมปลายได้เกือบทั้งหมด (ยกเว้นแคลคูลัส เพราะคนสอนก็โง่เช่นกัน) ด้วยความเร็วระดับเซียน พัฒนาการระดับความเร็วแสง แซงโค้งแหกคอกมาก จะเก่งไปไหนคะแม่คุณ... เกือบดราม่าเพราะตอนท้ายๆ คนสอนก็ไม่รู้จะสอนอะไรแล้วนั่นเอง...
- เด็กเกรียนเรียนไปไถไป
เคสนี้เิกิดกับเด็ก ม.2 วัยกำลังเกรียนทีเดียว
นายคนนี้มองตนเองว่า "เป็นผู้ว่าจ้าง" และครู (ทั้งที่โรงเรียนและที่เรียนพิเศษ) คือ "ผู้ที่รับเงินจ้าง" คำตอบเอกลักษณ์หนึ่งเดียว เที่ยวนอกเรื่อง ถาม X ตอบ ฮ และให้อารมณ์ Child center มากๆ อารมณ์ว่า ตูบอกว่า 1+(-1) เป็น 2 มันก็ต้องเป็น 2 ถ้าไม่ไม่ใช่ก็ไม่เรียนมันแล้ว ...บร๊ะเจ้ามาก ชาบู ชาบู...
โชคดีที่คนสอนก็ร่วมนอกเรื่องไปด้วยได้ เราจึงเกรียนใส่กันอย่างมีความสุข (?)
หลังสอนจบ... บอกได้คำเดียวว่า เหนื่อย ...
- เด็กติ่งหู / โอตาคุ
หลังพูดถึงเกรียน จะไม่พูดถึงอีก 2 เผ่าก็กระไรอยู่...
ลองนึกภาพบทสนทนาต่อไปนี้
"ปัจจุบันประเทศที่ระบบเศรษฐกิจดีอันดับแรกของเอเชียคือ ?" "เกาหลีค่ะ เพราะมีนักร้องเยอะ"
"ประเทศที่ส่งออกเนื้อสัตว์มากที่สุดในโลกคือประเทศอะไร" "เกาหลีค่ะ เนื้อวัวอร่อยมาก"
"ศาสนาในประเทศบริเวณเอเชียตะวันออกนับถือเทพอะไร" "ดองบังชิงกิ"
" (คำถามภาษาอังกฤษ) " "พี่เรียนภาษาเกาหลีมามั้ยอ่ะ สอนนู๋แทนเถอะ"
"การปฏิสนธิภายในกับภายนอกต่างกันยังไง" "Indoor กับ Outdoor ค่ะ"
"หลักฐานของภูเขาไฟในประเทศไทยพบที่จังหวัด ?" "ฟูจิ พบที่กรุงเทพ" <<< ผิดขั้นวิกฤติ - -"
"องค์ประกอบของเซลล์คร่าวๆมีอะไรบ้าง" "อ๋อ ตัวเขียวๆจุดดำๆในดรากอนบอลใช่มั้ยพี่ ที่มันดูดมนุษย์ดัดแปลงเบอร์ 12... (พล่ามดรากอนบอลอีก 10 นาที)"
"ระบบหมุนเวียนโลหิต เลือดไหลไปทั่วร่างกายได้ยังไง" "ด้วยกำลังภายใน แปลงร่าง!!"
"หาค่า X จากสมการต่อไปนี้" "X Riderrrrrr!!!"
"เมืองที่อยู่สูงที่สุดในโลก ?" "Wiz Wiz" (ปังย่า)
"เมืองที่มีประชากรเยอะที่สุดในโลก ?" "Moroc" (Ragnarok)
"นักเทนนิสอันดับหนึ่งของโลกคือ ?" "เอจิเซ็น เรียวมะ"
ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกก~
หลุดโลกกันได้เร้าใจพี่มาก พ่อเจ้าประคุณรุนช่องน้องยาเอ๋ย
- เด็กน้อยผู้สิ้นหวัง (Kodomo no Zetsuboushitaaaaaaa!!!)
ผมเคยรับสอนเด็ก ม.5 วิชาคณิตแสรดและชีวะ แม่ของเธอมุ่งมันจะให้เธอเข้าคณะคะแนนสูงสุดแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยแถวๆสามย่าน ถ้าเธอสอบเข้าได้ แม่เธอมีโบนัสให้ติวเตอร์ 30000...
"ไหนลองทำอนุกรมตรงนี้สิครับ"
"เอ่อ หนูคูณเศษส่วนไม่เป็นค่ะ"
...
เงียบกันไปสามช่วงลมตด
...
"อ่า... ไม่เป็นไรครับ มันเป็นความผิดพลาดของระบบการศึกษา บลาบลาบลา... มาเรียนเรื่องเศษส่วนกันนะ"
ทั้งๆที่พร่ำบอกคำปลอบโยน แต่ในใจผมกลับกรีดร้องซ้ำไปซ้ำมาว่า
สิ้นหวังแล้ว สิ้นหวังแล้ววววววววววววววววววววว~
- เด็กไฮเปอร์ เบลอตลอดศก
เด็กประเภทนี้เวลาสอนจะเหวอมาก เพราะถ้าตั้งใจ ใช่ ฮีแคนดู แต่เขาจะตั้งใจเพียง 5 นาที แล้ววิ่งหนีคุณไปเล่นเปียโน นอนกลิ้งเกลือก หยิบ PS2 มาเล่น เปิดเนต โหลดหนัง ฯลฯ
ผมดีใจมากที่รู้ว่าเด็กคนนี้นิยมอนิเมเช่นกัน เลยเอามาใช้เป็นเงื่อนไขยั่วให้เรียนซะเลย
- ลูกคุณหนู
ผมว่าลูกชาวไฮโซไฮซ้อทั้งหลายมีความเป็น "นางละครไทย" มากกว่าลูกพ่อค้าแม่ขายทั่วไปมากนัก หลายครั้งผมมักพบว่าชอบใช้ประโยคที่ดูถูกคนอื่น ด่าแบบไม่รู้ความหมายแต่เห็นว่าแรงดี เรียกร้องความสนใจ และ Child center กันแบบได้โล่ห์
ตัวอย่าง
"วันก่อนบินไปเที่ยวที่สวาซิแลนด์น่ะค่ะ เลยไม่ได้มาเรียน พี่เคยไปบ่อยมั้ยคะ"
"ขี้เกียจจดแล้ว จ้างไปพิมพ์มาให้ผมเลยละกัน แล้วผมจะให้เพิ่ม 500"
"พี่ แม่ให้พี่เท่าไหร่ ผมให้อีก 200 แล้วพี่เลิกสอนมาเล่น wii กับผมแทน" <<< ถ้าแม่น้องมาก็ชวนมา wii กันแบบ threesome ฮว๊ากกกกก~
นอกจากนี้ก็มีพวก "คุณแม่ขา..." "ค่า คุณลูกแขน..." พูดจาประสาดอกไม้ แล้วพอแม่เดินลับตาไปก็จิกหัวด่าคนใช้ยิกๆ... โอ้ย !! สารพัดจะพรรณนา... ฮิคิโคโมริ!!! ซึนเดระ!!! เจ้าห่วยสึนะเอ๊ยยยย!!!!
- เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย
มีทั้งหญิง, ชาย หรือสาววายสอบถามประสบการณ์ !!!!! วิธีรับมือที่ดี คือ ปล่อยตัวตามสบาย... <<< แล้วจะได้กินโอเลี้ยง เอาใหม่... ให้คุณตั้งสติแล้วตั้งอุเบกขาอุปาทานเสียเถิดจะเกิดผล
โปรดระวัง เด็กสมัยนี้หื่นกว่าที่คิด !!! (ฮว๊ากกกกก~ ลองอ่านสิ)
ปัจจุบัน มีหลายที่ให้ระบุเพศของผู้สอนได้ ยังไงก่อนเรียนก็ศึกษาแล้วแจ้งหน่อยนะครับ จะได้ไม่เกิดประเด็นเสี่ยงคุก
- มิจฉาชีพ
ผู้สอนมีคุณสมบัติตามที่นำเสนอจริงรึเปล่า ?
ผู้เรียนแท้จริงแล้วปลอดภัยหรือเปล่า ? จะแน่ใจได้ยังไงว่าเดินเข้าไปสอนไม่ใช่เดินเข้ารังโจร ?
เอเยนต์จะไว้ใจได้ไหม ถ้ามีการเชิดเงินจะเป็นยังไง ?
เราจะไว้ใจให้คนอื่นเข้าบ้านตัวเองได้ขนาดไหน ?
ทั้งหมดนี้คือประเด็นบางส่วนที่ถ้าเกิดขึ้นจริงจะสามารถทำให้เกิดดราม่าได้มากมาย ประสบการณ์จะช่วยในการตัดสินใจเองว่าที่ไหนควรเชื่อถือหรือควรนัดกันนอกสถานที่ดีไหม (เช่น ไปห้างแทน เสียงดังหน่อยแต่ก็ดีกว่าพาเข้าบ้าน) แต่ก็สามารถก่อประเด็นตึงเครียดต่อมาได้อีก ดังประเด็นต่อไป...
- เงินเชิด เรียนชิ่ง
บางครั้ง หลายคนอาจจะพบผู้เรียนที่ขอเรียนนอกสถานที่ไปก่อน แล้วโอนจ่ายทีเดียว ผู้สอนก็สอนแบบเต็มที่ สอนทั้งวันหวังฟันหลายพันหลั่นล่าห์ โดยเฉพาะพวกคอร์สเตรียมแพทย์ (แบบที่ผมสอน) อันนี้ลุยกันได้ทั้งวัน
และวันต่อมา ผู้เรียนก็หายสอย...
(ในทางกลับกัน บางครั้งคนเรียนโอนเงินไปก่อนแล้วไม่มาสอนก็มี)
จากที่เคยเจอ มีทั้งปิดมือถือ หลีกเลี่ยงไม่ยอมให้เข้าพบ หรือวิตกจริตสุดก็ย้ายห้องพักหนีไปเลยก็มี
และหลังจากนั้น ก็ดราม่าเซ็งโลกขโยกประปูกกันแบบไม่ต้องแจ้งความ เพราะไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรเหลือแน่นอน
วิธีแก้ไข คือดำเนินการแบบโปรงใส เรียนแล้วก็จ่ายเลย ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่ายครับ
- ผู้ใหญ่ก็เกรียนค่ะคู้นนนนนนนนนน~
ในวงการนี้เรามักจะพบผู้ใหญ่เกรียนได้สองกรณี กรณีแรกคือกรณีพวกหนีโลก ปิดมือถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจอแล้วปวดกระปูกที่สุด เช่น นัดกันอย่างดี บอกว่าอีก 10 นาทีนะ ตูก็ถ่อนั่งแท็กซี่ซิ่งกันให้ม้ามแล่บ พอถึงเวลา อยากปฏิเสธแต่ไม่กล้าพูด สันนิษฐานว่าเป็นผู้ใหญ่ขี้อาย ขี้เกรงใจ ไม่ชอบการพูดปฏิเสธ เลยปิดมือถือหนี หักซิมทิ้ง ฯลฯ นี่คู้นนนนนนนน~ แค่รับมือถือแล้วบอกปฏิเสธน่ะมันไม่ตายหรอก อีคนที่ต้องไปรอเก้อน่ะมันรำคาญ เสียเงิน เสียเวลาทำมาหากิน เผลอๆจะแช่งให้สอบตกทุกวิชา ตากผ้าไม่แห้ง แมงสาบแทะหนังสือเรียน...
กรณีที่สองคือโอ๋ลูกมากจนเกินพอดี กรณีนี้ถ้าพบว่าลูกเกรียนด้วยก็จะคอมโบเป็นดราม่าที่ทำความเสียหายให้กับผู้สอนจนเกือบสลบได้ ลูกเกรียนยังไม่เท่าไหร่ แต่ผู้ปกครองนี่... อายุเท่าไหร่กันแล้วครับ
**********************
**********************
จริงๆถ้าเขียนขยายความแต่ละเคสให้เมามันส์ ก็คงจะกลายเป็นไดอารี่ครูซ่าส์นินทาศิษย์เป็นแน่แท้ ข้าพเจ้าจึงขอรวบรัดตัดความไว้เพียงเท่านี้
แต่ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง ก็คือผมสามารถทำให้เด็กเหล่านี้ส่วนหนึ่ง "รู้วิชา" กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ ...มันก็ปลื้มใจอยู่คนเดียวนี่ละครับ นอกจากนี้ก็มีความรู้สึกแอบภูมิใจเล็กๆที่ไม่เคยนอตหลุด ฟิวส์ขาด หรือตบเด็กให้กระเด็น...
ยาวไปหน่อย ถือว่าเล่าเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ได้ไปเจอมาในช่วงสามเดือนที่หายไปชดเชยละกันครับ
ปล. อ่านจบท่านอาจจะรู้สึกว่า เด็กสมัยนี้มันขนาดนี้แล้วรึเนี่ย...
(รึอาจรู้สึกว่า จขบ.มันขนาดนี้แล้วเรอะเนี่ย... -..-)
ผมว่า ถ้าลองนึกดู บางทีสมัยเด็กๆเราท่านก็เกรียนกันได้ตามยุคสมัยเหมือนกัน
แถมย้อนกลับไปนึกๆดูแล้ว สมัยนั้นหลายคน (ตูด้วยแหละ) ยังเกรียนกว่าเด็กอีก
แต่ยังไง ตอนนี้โตๆกันแล้ว ลดความเกรียนลงมั่งก็ดีนะครับ เดี๋ยวจะโดนเด็กรุ่นใหม่เทียบรุ่นกันง่ายๆ
ด้วยความปรารถนาดี... ส่วนจะติดต่อขอติวเป็นการส่วนตัว หลังไมค์มาได้ครับ (ฮา)
)


แปะดราก้อนบอลให้เลย
#1 By บลาบลาซัง(baba-san) on 2009-10-13 19:13