Music : Tank!
Artist : OP Cowboy Bebop
Album : Para Para Max Vol.2

*เพลงไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าเหงาหูจะกดฟังก็ได้นะ

 

ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.........

 

ตอนแรกก็กะว่า ... งานเข้า ขอหยุดเขียนบล็อก ไปทำภารกิจเพื่อชีพแป๊บนึง (ชีพของตัวเอง OTL)

ต่อมา ขอย้ายบ้าน แป๊บนึง... (ซึ่งกว่าจะได้เลขที่บ้านมานี่ สุโก้ยจริง... มิตรรักโปสการ์ดรอที่อยู่ใหม่หลังไมค์กันได้ครับ)

ต่อมา ของานใหม่แป๊บนึง... (และ...งานนี้เถื่อนมากๆ)

เผลอแป๊บเดียว 3 เดือนแล้วววววววววว!!! (นี่ถ้ามีเด็กป่านนี้ก็พุงป่องแล้วนะ - -")

 

 

ช่วงปิดเทอมที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นช่วงที่บรรดาน้องๆมัธยมทั้งน่ารักหรือหน้าสิวต่างพากันเฮละโลโอละเห่ ด้วยเหตุว่าฤดูปิดเทอมเล็ก เด็กๆว้าวุ่นได้หมุนกลับมาอีกรอบ ชอบอ่ะดิ๊...วันหยุดน่ะ

ในขณะที่ทางฝั่งมัธยมปลายเรื่อยไปจนถึงปีหนึ่งก็พากันอ่านหนังสือกันให้สิ้นชาติ บางก็เตรียมสอบ บ้างก็เตรียมซิ่ว ติวแกะเตรียมแพะกันให้หัวบาน พ่อแม่ก็รู้งาน เห็นลูกหยุดนานๆ ไม่ได้ ต้องส่งไปเรียนนะเคอะ จะได้เจอะเจออักษรสาร ดั่งโบราณว่า สามวันจากนารีเป็นอื่น สี่วันจากหนังสือ... จะ... จะอะไรซักอย่าง ผมลืม (จะเติมคำว่าหื่นก็คงมิใช่ - -")

 

และนี่คือที่มาของงาน Freelance ที่น่าสนใจงานหนึ่ง ก็คืองาน Tutor นั่นเอง
ปล.ชื่อ Entry ไม่เกี่ยวอะไรกับการ์ด Magic the Gathering

ในฐานะที่เป็น Tutor มา 6 ปี ขอรวบยอดมากล่าวใน Entry นี้ซักเล็กน้อย... (และคงหายไปอีกซักระยะ ??)

 

 

Tutor มี 3 ประเภทครับ

1.ประเภทอิสระ - พวกนี้เป็นอิสระต่อตัวเอง โพสท์ความสามารถทางวิชาการของตัวเอง และประกาศรับติวเองตามสถานที่ต่างๆ เช่น ถ่ายเอกสารแปะ ประกาศตามเว็บบอร์ดหรือแหล่งประกาศต่างๆ ในการเรียนก็ต้องรับผิดชอบเอง ผู้เรียนและผู้สอนต่างก็มีความเสี่ยงเอง เดินทางไปหาสถานที่สอนที่เรียนกันเอง มันเสี่ยงยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลัง...

2.ประเภทสถาบันกวดวิชา - พวกนี้แข่งขันกันเรื่องการตลาด คือ ต่อให้ลงทุนสูงแค่ไหน สอนเก่งกาจแค่ไหน เจอการตลาดเก่งๆของศัตรูไปก็พังยับมาหลายราย เพราะการเปิดสถาบันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้แต่ผู้สอนเอง หลายสถาบันก็รับเฉพาะปริญญาเอกเท่านั้น (เรียนจบปริญญาเอกเพื่อมาเป็นครูสอนกวดวิชา !?!) แต่สิ่งหนึ่งที่รับประกันได้คือ เรียนแล้วสะดวกสบาย มีห้องเรียนดีๆ มีชื่อเสียง ทั้งที่จริงเด็กที่ไปเรียนตามสถาบันต่างๆน่ะ ถ้าใจไม่รักเรียนจริง แล้วพ่อแม่เอาเงินบังคับให้เด็กไปเรียน ก็เหมือนเพิ่มเวลาและเงินให้ลูกออกนอกบ้านนั่นแหละ

อันนี้คร่าวๆจากที่เห็นมา... //ถ้าไปพ้องกับเหตุการณ์จริงมี่ไหน ก็คิดซะว่ามันบังเอิ๊ญ บังเอิญ...

 

 

3.ประเภทเอเยนต์ - เหมือนข้อ 1. แต่มีสังกัด ติดต่อรับงานสอนผ่านเอเยนต์ มีส่วนแบ่งให้เอเยนต์ ฟังแบบนี้จะรู้สึกว่าเอเยนต์มันคงจะโคตรรวย แต่เอเยนต์จะซวยถ้าหางานไม่ได้ หรือเจอมิจฉาชีพ หรือไม่มีคนสอน ... จะว่าไปแล้ว ถ้าไม่นับความเครียดจากการนั่งสับรางและรับเรื่องให้ปวดหัวทั้งคืนทั้งวัน การทำงานเป็นเอเยนต์ก็น่าสนใจทีเดียว...

 

ข้อดีของงาน (หนังสือชี้ชวน - การลองทำมีความเสี่ยงสูง โปรดอ่านข้อมูลก่อนตัดสินใจ)

- ใช้เวลาน้อยมาก ทำเป็นงานเสริมได้ เหมาะกับการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

- ถ้าเดินทางเก่ง (คือไม่โบก Taxi จนตูดบานบ่อยๆ, รู้จักใช้ combo Google Map + BMTA ให้เป็น) หลังรวมค่าเอกสารแล้ว การลงทุนของคุณอาจให้ผลตอบแทน 3000%

- ผลตอบแทนมันมีเรทสากลของมันอยู่... ซึ่งถ้าคุณขยันและมีปัญญาหางานได้มากพอแบบต่อเนื่อง... รายได้รายเดือนของเด็กที่ยังเรียนตรีไม่จบอาจเยอะกว่าหมอสองเท่า

- ไม่มีวันตาย ตราบใดที่เด็กไทยยังต้องเรียน

 

คุณสมบัติของติวเตอร์ที่ดี

1.รู้วิชามากกว่าเด็ก คือไม่โง่กว่าเด็กที่จะสอนเป็นใช้ได้

2.อธิบายเป็นภาษาคนแล้วคนฟังรู้เรื่อง

3.ข้อนี้สำคัญที่สุด จงหยุดถ้าทำข้อนี้ไม่ได้...

"ห้ามด่าเด็ก วีนเด็ก ตบเด็กให้หน้าไหม้ กัดเด็กให้หัวหลุด เตะเด็กให้คอหัก เด็กเกรียนอย่าเกรียนตอบ เด็กก่อม็อบอย่าสนับสนุน เด็กยั่วอย่าค้ำจุน เด็กรุ่นๆอย่าหลงคำลวงคารมณ์ อ๊อด อ๊อด ย้ำว่า ห้ามเป็นอันขาด ไม่ว่าเด็กจะเกรียนหรือเมพแค่ไหน โปรดใช้อุเบกขา เมตตาธรรม ค้ำจุนโลกา..." (แล้วด่ามันในใจ ? )

 

คราวนี้มาดูฝั่งเด็กกันมั่ง

เด็กที่เรียนก็มีตั้งแต่

- อนุบาล : สอนวาดรูประบายสี สอนร้องเพลง

- ประถม : ดูแบบรวมๆ... มีตั้งแต่พื้นๆ ไปจนถึงสอนเด็กไบลิงกวล ...ซึ่งตูอ่านแล้วสงสัยว่ามันเอาตำราลิงอะไรมาให้เด็กเรียนเนี่ย

- ม.ต้น : เนื้อหาส่วนใหญ่ถือว่าง่าย เอาเป็นว่าถ้าคุณแน่ไม่แพ้เด็ก ม.4 ก็ไปรอดแล้ว หินขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเตรียมสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งแถวนครปฐมหรือโรงเรียนชื่อดังแถวจุฬา

- ม.ปลาย : งานเข้าเยอะที่สุด ! ยากที่สุด ! ดราม่าได้แบบสุดๆ !

- วิชาเฉพาะ : สอนกีตาร์ สอนภาษา สอนคอม มีทุกอย่างที่มนุษย์เรียนรู้ได้ ฉะนั้นจงอย่าอายถ้าคุณมีวิชา

- มหาลัย : วิชาเฉพาะเยอะมากจริงๆ - -" คุณจะพบว่า ไม่มีสถาบันเรียนพิเศษเปิดสอนระดับมหาลัยมากนัก และเมื่อเด็กที่เรียนพิเศษจนชินเจอปัญหาเรียนไม่เข้าใจในมหาลัย หลายคนจะเลือกจ้างติวเตอร์มาสอน นอกจากนี้ก็มี... สอนเพื่อเตรียมซิ่ว

- วัยทำงาน : บ่อยสุดๆจะเป็นเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ จีน รองลงมาก็พวกโปรแกรม ออฟฟิศ แฟลช D.base Photoshop บัญชี Excel ขั้นเทพ เขียนโปรแกรม SPSS บลาๆๆๆ ซึ่งโปรแกรมบางตัวผมอ่านแล้วคิดว่าคนที่มีปัญญาสอนคงเป็นเทพระดับสูงแบบขริงๆ

 

 

แน่นอนว่า ถ้างานนี้มันสบายจริง คนก็แห่กันไปทำตามกันหมดตามกระแสกันหมดแน่นอน ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมา ผมลองสอนมาแล้วทุกรุ่น และยืนยันว่าเจออะไรที่ชวนปวดกระปูกได้ทุกวัยครับ

 

 

 

ตัวอย่างประสบการณ์เคสชวนดราม่า

- เด็กโคตรพ่อพระเจ้าเทพเซียนเรียนไฮเปอร์

ผมรับงานสอนเด็ก ม.1 มาคนหนึ่ง วิชาเลข ธรรมด๊า...ธรรมดา... สอน 2 ชั่วโมง แล้วก็ให้เด็กทำการบ้าน ครั้งต่อไปมาตรวจ มีอะไรติดขัดมั้ย ถ้าไม่มีก็ Up Level...

วันแรก - เจนจบเรื่องตัวเลข

วันที่สอง - เป็นปัจเจกเรื่องจำนวนจริง

วันที่สาม - กลิ้งไปถึงสมการ

วันที่สี่ - บานไปถึงพหุนาม

...

...

...

และแล้ว ปิดคอร์สวันที่ 30 เธอผู้นี้ก็สามารถทำเลขระดับมัธยมปลายได้เกือบทั้งหมด (ยกเว้นแคลคูลัส เพราะคนสอนก็โง่เช่นกัน) ด้วยความเร็วระดับเซียน พัฒนาการระดับความเร็วแสง แซงโค้งแหกคอกมาก จะเก่งไปไหนคะแม่คุณ... เกือบดราม่าเพราะตอนท้ายๆ คนสอนก็ไม่รู้จะสอนอะไรแล้วนั่นเอง...

 

- เด็กเกรียนเรียนไปไถไป

เคสนี้เิกิดกับเด็ก ม.2 วัยกำลังเกรียนทีเดียว

นายคนนี้มองตนเองว่า "เป็นผู้ว่าจ้าง" และครู (ทั้งที่โรงเรียนและที่เรียนพิเศษ) คือ "ผู้ที่รับเงินจ้าง" คำตอบเอกลักษณ์หนึ่งเดียว เที่ยวนอกเรื่อง ถาม X ตอบ ฮ และให้อารมณ์ Child center มากๆ อารมณ์ว่า ตูบอกว่า 1+(-1) เป็น 2 มันก็ต้องเป็น 2 ถ้าไม่ไม่ใช่ก็ไม่เรียนมันแล้ว ...บร๊ะเจ้ามาก ชาบู ชาบู...

โชคดีที่คนสอนก็ร่วมนอกเรื่องไปด้วยได้ เราจึงเกรียนใส่กันอย่างมีความสุข (?)

หลังสอนจบ... บอกได้คำเดียวว่า เหนื่อย ...

 

- เด็กติ่งหู / โอตาคุ

หลังพูดถึงเกรียน จะไม่พูดถึงอีก 2 เผ่าก็กระไรอยู่...

ลองนึกภาพบทสนทนาต่อไปนี้

"ปัจจุบันประเทศที่ระบบเศรษฐกิจดีอันดับแรกของเอเชียคือ ?" "เกาหลีค่ะ เพราะมีนักร้องเยอะ"

"ประเทศที่ส่งออกเนื้อสัตว์มากที่สุดในโลกคือประเทศอะไร" "เกาหลีค่ะ เนื้อวัวอร่อยมาก"

"ศาสนาในประเทศบริเวณเอเชียตะวันออกนับถือเทพอะไร" "ดองบังชิงกิ" 

" (คำถามภาษาอังกฤษ) " "พี่เรียนภาษาเกาหลีมามั้ยอ่ะ สอนนู๋แทนเถอะ"

"การปฏิสนธิภายในกับภายนอกต่างกันยังไง" "Indoor กับ Outdoor ค่ะ"

"หลักฐานของภูเขาไฟในประเทศไทยพบที่จังหวัด ?" "ฟูจิ พบที่กรุงเทพ" <<< ผิดขั้นวิกฤติ - -"

"องค์ประกอบของเซลล์คร่าวๆมีอะไรบ้าง" "อ๋อ ตัวเขียวๆจุดดำๆในดรากอนบอลใช่มั้ยพี่ ที่มันดูดมนุษย์ดัดแปลงเบอร์ 12... (พล่ามดรากอนบอลอีก 10 นาที)"

"ระบบหมุนเวียนโลหิต เลือดไหลไปทั่วร่างกายได้ยังไง" "ด้วยกำลังภายใน แปลงร่าง!!"

"หาค่า X จากสมการต่อไปนี้" "X Riderrrrrr!!!"

"เมืองที่อยู่สูงที่สุดในโลก ?" "Wiz Wiz" (ปังย่า)

"เมืองที่มีประชากรเยอะที่สุดในโลก ?" "Moroc" (Ragnarok)

"นักเทนนิสอันดับหนึ่งของโลกคือ ?" "เอจิเซ็น เรียวมะ"

 

ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกก~ หลุดโลกกันได้เร้าใจพี่มาก พ่อเจ้าประคุณรุนช่องน้องยาเอ๋ย

 

- เด็กน้อยผู้สิ้นหวัง (Kodomo no Zetsuboushitaaaaaaa!!!)

ผมเคยรับสอนเด็ก ม.5 วิชาคณิตแสรดและชีวะ แม่ของเธอมุ่งมันจะให้เธอเข้าคณะคะแนนสูงสุดแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยแถวๆสามย่าน ถ้าเธอสอบเข้าได้ แม่เธอมีโบนัสให้ติวเตอร์ 30000...

"ไหนลองทำอนุกรมตรงนี้สิครับ"

"เอ่อ หนูคูณเศษส่วนไม่เป็นค่ะ"

...

เงียบกันไปสามช่วงลมตด

...

"อ่า... ไม่เป็นไรครับ มันเป็นความผิดพลาดของระบบการศึกษา บลาบลาบลา... มาเรียนเรื่องเศษส่วนกันนะ"

 

ทั้งๆที่พร่ำบอกคำปลอบโยน แต่ในใจผมกลับกรีดร้องซ้ำไปซ้ำมาว่า

สิ้นหวังแล้ว สิ้นหวังแล้ววววววววววววววววววววว~

 

 

- เด็กไฮเปอร์ เบลอตลอดศก

เด็กประเภทนี้เวลาสอนจะเหวอมาก เพราะถ้าตั้งใจ ใช่ ฮีแคนดู แต่เขาจะตั้งใจเพียง 5 นาที แล้ววิ่งหนีคุณไปเล่นเปียโน นอนกลิ้งเกลือก หยิบ PS2 มาเล่น เปิดเนต โหลดหนัง ฯลฯ

ผมดีใจมากที่รู้ว่าเด็กคนนี้นิยมอนิเมเช่นกัน เลยเอามาใช้เป็นเงื่อนไขยั่วให้เรียนซะเลย

 

- ลูกคุณหนู

ผมว่าลูกชาวไฮโซไฮซ้อทั้งหลายมีความเป็น "นางละครไทย" มากกว่าลูกพ่อค้าแม่ขายทั่วไปมากนัก หลายครั้งผมมักพบว่าชอบใช้ประโยคที่ดูถูกคนอื่น ด่าแบบไม่รู้ความหมายแต่เห็นว่าแรงดี เรียกร้องความสนใจ และ Child center กันแบบได้โล่ห์

ตัวอย่าง

"วันก่อนบินไปเที่ยวที่สวาซิแลนด์น่ะค่ะ เลยไม่ได้มาเรียน พี่เคยไปบ่อยมั้ยคะ"

"ขี้เกียจจดแล้ว จ้างไปพิมพ์มาให้ผมเลยละกัน แล้วผมจะให้เพิ่ม 500"

"พี่ แม่ให้พี่เท่าไหร่ ผมให้อีก 200 แล้วพี่เลิกสอนมาเล่น wii กับผมแทน" <<< ถ้าแม่น้องมาก็ชวนมา wii กันแบบ threesome ฮว๊ากกกกก~

นอกจากนี้ก็มีพวก "คุณแม่ขา..." "ค่า คุณลูกแขน..." พูดจาประสาดอกไม้ แล้วพอแม่เดินลับตาไปก็จิกหัวด่าคนใช้ยิกๆ... โอ้ย !! สารพัดจะพรรณนา... ฮิคิโคโมริ!!! ซึนเดระ!!! เจ้าห่วยสึนะเอ๊ยยยย!!!!

 

- เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย

มีทั้งหญิง, ชาย หรือสาววายสอบถามประสบการณ์ !!!!! วิธีรับมือที่ดี คือ ปล่อยตัวตามสบาย... <<< แล้วจะได้กินโอเลี้ยง เอาใหม่... ให้คุณตั้งสติแล้วตั้งอุเบกขาอุปาทานเสียเถิดจะเกิดผล

โปรดระวัง เด็กสมัยนี้หื่นกว่าที่คิด !!! (ฮว๊ากกกกก~ ลองอ่านสิ)

ปัจจุบัน มีหลายที่ให้ระบุเพศของผู้สอนได้ ยังไงก่อนเรียนก็ศึกษาแล้วแจ้งหน่อยนะครับ จะได้ไม่เกิดประเด็นเสี่ยงคุก 

 

- มิจฉาชีพ

ผู้สอนมีคุณสมบัติตามที่นำเสนอจริงรึเปล่า ?

ผู้เรียนแท้จริงแล้วปลอดภัยหรือเปล่า ? จะแน่ใจได้ยังไงว่าเดินเข้าไปสอนไม่ใช่เดินเข้ารังโจร ?

เอเยนต์จะไว้ใจได้ไหม ถ้ามีการเชิดเงินจะเป็นยังไง ?

เราจะไว้ใจให้คนอื่นเข้าบ้านตัวเองได้ขนาดไหน ?

ทั้งหมดนี้คือประเด็นบางส่วนที่ถ้าเกิดขึ้นจริงจะสามารถทำให้เกิดดราม่าได้มากมาย ประสบการณ์จะช่วยในการตัดสินใจเองว่าที่ไหนควรเชื่อถือหรือควรนัดกันนอกสถานที่ดีไหม (เช่น ไปห้างแทน เสียงดังหน่อยแต่ก็ดีกว่าพาเข้าบ้าน) แต่ก็สามารถก่อประเด็นตึงเครียดต่อมาได้อีก ดังประเด็นต่อไป...

 

- เงินเชิด เรียนชิ่ง

บางครั้ง หลายคนอาจจะพบผู้เรียนที่ขอเรียนนอกสถานที่ไปก่อน แล้วโอนจ่ายทีเดียว ผู้สอนก็สอนแบบเต็มที่ สอนทั้งวันหวังฟันหลายพันหลั่นล่าห์ โดยเฉพาะพวกคอร์สเตรียมแพทย์ (แบบที่ผมสอ