อินโด อินเดีย เพลียจิต
posted on 24 Jan 2009 15:08 by mingninja in Medicine-Student
Dola Re Dora - Devdas
Music : Dola re Dola
Album : ost. देवदास [Devdas]
เพลงแหล่มมาก!!!! อย่าลืม Download ฟังประกอบ
ในหมู่ นศพ. จะมีนศพ.แลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ ซึ่งก็จะมีประเทศแปลกๆแลกมาอยู่ไทยเป็นประจำ ในฐานะที่ผมเคยอยู่ชมรมและทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ นศพ.ระหว่างประเทศ (ฟังดูยิ่งใหญ่เนอะ ทั้งที่จริงๆแล้ว...) ก็จะได้ทำงานกับนักศึกษาต่างชาติประจำ (พวกงานค่าย อะไรประมาณนี้) และก็จะได้คุยเทคแคร์นักศึกษาแลกเปลี่ยนบางราย รวมทั้งช่วยเหลือน้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น อินโด จีน อินเดีย เชคโกฯ เยอรมัน สหรัฐ ฯลฯ
ต้องขอเล่าก่อนนะครับว่า การแลกเปลี่ยนนักศึกษาแพทย์พวกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดกันง่ายๆ ต้องมีทั้งการประกวดโครงงาน งานวิจัย หรือทำโครงการต่างๆ ฯลฯ มีการชิงโควต้าเหมือนเกมการเมืองระหว่าง นศพ.ต่างมหาลัย ผู้ที่เข้าตากรรมการก็จะมีโอกาสเสียเงินส่วนตัวลงทุนไปเที่ยวต่างประเทศด้วยราคาถูกกว่า - -" แถมบางทีต้องกลับมาเรียนซ่อมอีกตะหาก แต่ก็นะ ขอให้มีโอกาสออกนอกประเทศ มันก็เป็นสิ่งคุ้มที่นศ.หลายคนจะทุ่มกำลังตบตีแย่งชิงแล้วละ
ฝั่งโควต้าแลกเปลี่ยนของมหาลัยผม มักเป็นประเทศแปลกๆ เช่น บราซิล (เหมือนว่าปีนึงจะมีคูเวตด้วยมั้ง? ทำไมไม่โยนอิรักมาให้ซะเลยล่ะ) ก็เลยไม่ค่อยมีใครแย่งไปเพราะไม่มั่นใจกันเท่าไหร่ ^^'' แต่ก็จะมีเด็กโครงการนั่นโครงการนี่ บินมาเรียนหมอในไทยกันอยู่เนืองๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นชั้นคลินิกเท่านั้น - -" (ใครจะลงทุนมาเรียนภาคทฤษฎีในต่างประเทศกันนะ)
ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว ผมกับน้องๆก็เลยได้ช่วยกันดูแล นศพ.แลกเปลี่ยนเหล่านี้ เพราะผมเองก็ว่าง ส่วนพวกน้องปี 4 ก็ยังไม่เรียนหนักมากแต่ส่วนใหญ่ก็ให้ปีสี่ดูแลไป... ขึ้นวอร์ดไปด้วยกันมิใช่รึ
แต่ก็ดันมีหลุดเล็ดเข้าหอชายมาให้ผมร่วมป่วยคนนึงจนได้
สมมติว่าเพื่อนคนนี้ชื่อ อาจ๊าด ก็แล้วกัน
อาจ๊าดเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากอินเดีย แขกพราหมณ์ขนานแท้ (เอ่อ...จริงๆก็ไม่ได้ถามเค้าหรอกนะว่านับถือศาสนาอะไร แต่ดูจากพฤติกรรมกะบทสวดงึมงำนี่มันไม่ใช่พุทธแหงมๆ) อาจ๊าดจะอยู่เป็นพาร์ทเนอร์ดูแลโดยน้องปี4 คนนึง แต่อาเฮียทนไม่ไหว เลยย้ายไป ให้อาจ๊าดอยู่คนเดียว แลกเปลี่ยนมาโครงการอะไรก็ไม่ได้ถาม แต่ดูเหมือนจะติดใจมาคุยกะผมซะเหลือเกิน - -"
ก่อนอื่น ถ้าคุณเคยคุยภาษาอังกฤษกับคนชาติอื่นๆ คุณจะรู้ว่าสำเนียงแต่ละชนชาติจะมีเอกลักษณ์ต่างกัน อย่าญี่ปุ่นก็จะเป็นชาติที่ทำเสียงการันต์ไม่เป็น พวก Milk ก็จะไม่ใช่ มิลค์ ต้องเป็น มิรุกุ ฝรั่งเศสก็จะออกเสียง H ไม่ได้ Harem ก็จะกลายเป็น อาเล็ม อินโดก็จะเน้น ต. กับ ร. เช่น Teletubby ก็จะอ่านว่า เตเรตั๊บบี่ - -" นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ชวนประสาทเสียเวลาสนทนา
อินเดีย จะเป็นชาติที่ออกเสียงทุกอย่างเป็น "ห" ครับคือใส่เสียงสูงเป็นจัตวาไว้ก่อน เหมือนมีคนเติม Question Mark ไว้ท้ายทุกพยางค์ที่เปล่งเสียง
วันหนึ่ง ผมดูอนิเมะอยู่ในห้อง อาจ๊าดเดินเคาะประตูเดินเข้ามาเห็น

"หวาว เจ๋แป๋นนีส สับอิ๋งลิ๊ช?"
"เยส"
"หวอทเดอะเหนม"
"The Melancholy of Suzumiya Haruhi - ออร์ คอล อิน ฟอร์ ชอร์ท ... ฮารุฮิ"
"โอ๋ว... หา รู ***"
หะ...หา... เอาละสิ แขกทำตูจิตเสื่อมทรามตามชื่อการ์ตูนไปซะแล้ว
"โน้วๆๆๆๆๆๆ ฮา รุ ฮิ"
"เยส หา รู ***"
กระโดดถีบอีตานี่ตกหอจะเป็นไรมั้ยเนี่ย เปลี่ยนชื่อการ์ตูนตูซะเสื่อม
"Say that quicker, Japanese Language, ฮา รุ ฮิ"
"หะ รุ ***"
-*- เออ จะไปหารูไหนก็ไปหาตามสบายเลยป๊ายยยยยย...
กลายเป็นตลกร้าย อีน้องปี 4 เดินตามเข้ามาในห้อง
"Oh, Korn, Do you know this cartoon?"
"What?"
"หา รู ***"
ก็ฮาก๊ากกันลั่นห้องสิขอรับ - -" แล้วที่ตูสอนไปตะกี๊นี่อะไรฟระ
ปรากฏว่า อาจ๊าดโกรธ หาว่าผมแกล้งสอนภาษาไทยผิดๆให้เขาผูดผิดๆ บ้าบอชะมัด...
วันนึง อาจ๊าดชวนผมไปกินข้าว
"ยูใส่กล่องโฟมไหม"
"ไม่เปนไร ไอแคร์ดิเอิร์ธ เด๋วโลกร้อน"
"โอ้เค่ งั้นเอากล่องชานอ้อย เพิ่งสองบาท โอเค๊?"
"โอ้ว อิทสะแพง ไม่เอาแหรว"
ไหนว่าแคร์โลกไงพ่อคุณ เลยซื้อข่าวหมกไก่ขึ้นห้องไปกิน 2 คน
ไปถึง เฮียแกราดน้ำจิ้ม เอามือเปิบสดทันที - -"
"เอ่อ... There's a spoon in the bag"
"No use, I can eat without spoon"
"Would that be clean enough?"
"We almost eat by hand in India"
โอ๋ว เหย~
คือ ไปคุยกะเพื่อนหลายคน เขายืนยันว่า ที่อินเดียนิยมกินด้วยมือจริงๆครับ จะตักซุปตักแกงอะไรก็เอามือตวัดไปหมด คือใช้มือแทนช้อนกันไปเลย
ผมว่าเฮียคงเปิบส้มตำได้สนุกสนานไม่แพ้คนอีสานบ้านเฮาแน่ๆ แต่ว่า นี่เรียนหมอมิใช่ฤา ห่วงสุขภาพอนามัยกันมั่งเด่ะ - -" แต่เอาเข้าจริงๆ คุยกันเรื่องนี้ เขาถือว่ามือเป็นของสะอาดนะครับ เหมือนการที่คุณเอามือมาแคะขี้มูก แคะขี้ตา ก็เอามือมาล่วงละเมิดร่างกายเหมือนกัน (จะถามว่า แล้วไม่ใช้มือล้างก้นเรอะ แต่จะไปพูด wipe your ass ต่อหน้าวงข้าวก็คงไม่ดี) อย่างไรก็ตาม คนไทยก็เพิ่งมารู้จักใช้ช้อนส้มอเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลายนี่เองครับ แล้วก็ไม่มีอะไรบอกได้ด้วยว่าช้อนจะมีคราบตกค้างเหมือนมือไม่ได้ แต่อย่างน้อย ผมก็รู้ว่าช้อนไม่มีขี้เล็บหละนะ...
นอกจากนี้ แขกอินเดียมักมีกลิ่นตัวแรง และน้ำหอมที่ใช้ก็แรงผสมไปกับกลิ่นตัวจนเหม็นเขียว ผมเคยถามว่า น้ำหอมกลิ่นอะไร อาเฮียตอบว่า กลิ่นชะมด ซึ่งผมลงความเห็นว่า มันต้องเอาน้ำหอมสกัดจากสกังค์มาปลอมขายแทนชะมดแน่นอน เพราะกลิ่นไกลร้อยเมตรมากๆ และอีกพฤติกรรมหนึ่งที่อาจจะดูแปลกในบ้านเราคือ จะพูดคุยต้องให้ขโมงโฉงเฉง จะเปิดเพลงต้องให้ดังอล่างฉ่าง บนรถเมล์ รอแท็กซี่ รอกินข้าว ฯลฯ เรียกได้ว่าสามารถเรียกประสาทสัมผัสทุกด้านของคนรอบข้างให้พุ่งความสนใจมาที่ตัวของฮีได้ทั้งจากการมองเห็น การสัมผัส การได้ยินและการรับกลิ่น เหลือเพียงการรับรสก็จะครบ 5 อายตนะ แต่ผมเองก็ไม่เคยชิมแขกซะด้วยสิ - -
เมื่อวานนี้ผมไปรอรถเมล์ก็เจอเด็กแลกเปลี่ยนอีกคน แต่ปกติไม่เคยคุยกันนะครับ =w= เป็นเด็กสังกัดคนอื่น (555) คนนี้มาจากอินโดนีเซียครับ
อย่างที่เกริ่นไว้ คนอินโดก็จะมีสำเนียงพิลึกในสารบบหูเรา เพราะเธอจะพูดภาษาอังกฤษด้วย ต เต่า กับ ร เรือ ที่ชัดเจนมากกกกกก
อินโด : Do you know how to go to หมอชิท? (เป็น Shit ที่ออกเสียงชัดเช่นกัน)
ณ : Yeah, take the van from here.
อินโด : เดอะ แฟน? Which one?
ณ : Like that one ... (รถที่เพิ่งวิ่งผ่านไปตะกี๊พอดี)
เท่านั้นแหละ เธอก็ออกแนวโวยวาย เสียงดังไปถึงอีกฟากของป้ายรถเมล์ อารมณ์แบบ เพื่อนคุยเล่นน่ะ - -" Why Don't You Tell Me ??? You Bring Me Bad Luck บลาๆๆๆ ก็ว่าไป (จริงๆตอบเค้าไปแล้วละนะว่า If that so, go stay away from me ^^'')
รถเมล์ผมมาพอดี กำลังจะก้าวขึ้น คนขับกดออดไล่เพราะรถเต็ม
เดินลงมา ยัยเจ๊หัวเราะลั่นป้ายรถเมล์ คนมองกันมาเป็นจุดเดียว อีนี่เมากัญชามาเรอะ
คือ อารมณ์ว่าเห็นกันอยู่มาชั่วนาตาปี ชีไม่เคยคยกัน พอคุยกันวันเดียวที่ป้ายรถเมล์นี่เสียงดังราวกับไม่เจอกันมาสามปี - -" แถมอารมณ์ถูกคออีกแน่ะ
ต้องลงมาคุยกันต่อ เจ๊ก็ชวนคุยนั่นนี่
"May I know your name?"
"My name is Na"
"What does it mean?"
"At"
"What your father think when give you this name?"
- -" ชั้นจะรู้มั้ยล่ะเนี่ย คือ เคยมีคนมาถามคุณท่านมั้ยครับ ว่าชื่อที่คุณมีอยู่เนี่ย ตอนตั้งชื่อน่ะ พ่อกับแม่คุณคิดอะไรอยู่ เธอบอกว่าชื่อของคนไทยอย่างพวกชื่อเล่น กุ้ง ไก่ หมู เงี้ย ตั้งเข้าไปได้ยังไง ต้องการสื่ออะไร เด็กดูน่าอร่อยเหรอ - -" ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ไม่ชอบกินเด็ก
"How much does it cost to go to หมอชิท?"
"Van? 30 Baht"
"Oh! Very expensive. This morning I take taxi from Kasetsart. You know it cost 200 baht and I have no money left to go back. "
กรุณานึกตามว่า คำว่า to เธอออกเสียงว่า ตู เละคำว่า Really เธอพูดว่า เรียลลี่ ด้วยอักขระ ร เรือ ร ลิงชัดเจนประมาณอาจารย์แม่ ว่าแต่ ทำไมไม่บอกแต่แรกว่าจะไป ม.เกษตรล่ะ - -" จะไปหมอชิทก่อนแล้วหาทางกลับมาเกษตรเรอะ
"If that so, you can go by bus"
"How much the บาส"
...แวบบบบบ... VTR หยุดแค่นี้ก่อนครับ
พี่น้องคิดว่า ประโยค How much the บาส แปลว่าอะไร
A.ลูกบาสราคาเท่าไหร่?
B.ค่ารถเมล์ราคากี่บาท?
C.รถเมล์กี่บาท ฉันอยากซื้อรถนั่นไว้ขับเอง?
.
.
.
.
.
.
เฉลย หลังจากพยายามทวนประโยคนั่นอยู่สามรอบ และเธอยืนยันว่ามันคือ Bus ไม่ใช่ Baht
"That one is 29, That one is 39, That one is 510..."
อืม มันคือเบอร์รถเมล์ครับพี่น้อง ว่าเแต่แม่คุณเธอ Number ไม่เกี่ยวกะราคา จะใส่ Much มาทำไมเนี่ย - -"
เรียกได้ว่า เหนื่อยหน่ายในการสื่อสารยิ่งนัก
กว่าเธอจะได้ขึ้นรถเมล์ เธอก็บ่นเรื่องคนไทยไม่เห็นยิ้มตลอดเวลาเลย (คนไทยไม่ได้เป็น Angleman Syndrome นี่คะคุณ) เมืองไทยหาคนพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก (และมีคนฟังภาษาอังกฤษสำเนียงพิลึกๆได้น้อยกว่า) พร้อมด่าพันธมิตรเรื่องปิดสนามบินอีกชุดใหญ่ กว่าจะได้ขึ้นรถ (ไปซะที)
ถึงขั้นที่ว่า ผมเองจิตเสื่อมรับวันเกิดไปเลยทีเดียว
พูดถึงโดยรวมๆ จะว่าไปแล้ว การพยายามคุยกับคนต่างชาติไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรนะครับ ไม่ต้องกลัวว่าสำเนียงจะห่วย ใช้แกรมม่ากริยาผิดช่อง หรือใช้ศัพท์ผิดอะไร ผมว่าหลายคนพูดและใช้ภาษาอังกฤษได้กันพอสมควรอยู่แล้ว (ถ้าเรียนเกิน ม.3 มาล่ะก็) ขาดแค่ความกล้าที่จะพูด แต่ถ้าไม่กล้าพูดกล้าใช้บ่อยๆ จะไปคุ้นเคยกับภาษาได้ยังไงล่ะครับ?
ฉะนั้น ถ้าเจอคนต่างชาติมาขอความช่วยเหลือ ผมว่าไม่ต้องเดินหนีหรอก ลองพยายามช่วยซักหน่อยก็ดีนะครับ
เรื่องเด็กอินโดนี่ทำเอานึกไปถึงสมัยค่ายแพทย์นานาชาติ อยู่รวมกับนักศึกษาแพทย์หลายร้อยคนจากนานับประเทศ เด็กอินโดจะชอบจับกลุ่มกันเล่นเกมคล้ายๆตบแปะเป็นวงใหญ่ (นึกถึงเกมประมาณ พศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม แต่เล่นกันสัก 30 คนน่ะ) ในสายตาคนไทยก็คงมองว่าแปลกดี แต่ผมว่ามันแสดงถึงความสามัคคีได้ในระดับหนึ่งนะ ไม่ต้องแข่งกันฆ่าใครเหมือนใน GTA ด้วย (เอ๊ะ อีนี่พาดพิง)
ส่วนเด็กเกาหลีญี่ปุ่นน่ะเหรอครับ...
สปอยล์ - ภาษาอังกฤษห่วยพอกัน เด็กจีนพูดฟังดูรื่นหูที่สุด
- ชอบเพลง "ไก่ย่างถูกเผา" มากๆ - -" ถึงขนาดนั่งจดคำแปลกันไปร้องเลยทีเดียว
- น้องเกาหลีเธอบ้าแดจังกึมมาก หอบชุดแดจังกึมมาคอสถึงไทยทีเดียว
- ยามกลางวันหนุ่มๆญี่ปุ่นก็จะเปลือยอกเล่นวอลเลย์บอลชายหาด - -" สาวๆบิกินี่เล่นน้ำสุดฤทธิ์... นี่เธอหลุดกันมาจากการ์ตูนของ Ken Akamutsu รึไงเนี่ย??? (แน่นอนว่าข้าพเจ้าถ่ายภาพเอาไว้แล้ว =w=)
เอาแค่นี้ก่อน พอประมาณ ไว้คราวหลังค่อยเล่าถึงฝั่งญี่ปุ่นเกาหลีในค่ายแพทย์นานาชาติ เพราะฝั่งนี้ถ้าเล่าแล้วก็มีเรื่องยาวได้อีกครับ ^^''
Loading image
Click anywhere to cancel
Image unavailable



รอฝั่ง ญี่ปุ่น
เกาหลี
ผมชอบช่วบคนต่างชาตินะ
คิดว่ามันเป้นการช่วยชาติไปในทาางนึง
(แต่ภาษาผมห่วยมาก -*-)
#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-01-24 18:15