นี่เป็น Tag ที่ทำนานที่สุดอีกอันหนึ่ง เพราะพิมพ์แล้วลบ ลบแล้วพิมพ์ - -" อารมณ์ว่านึกออกมั่งไม่ออกมั่ง...

ทั้งหมดนี่อ้างอิงจากความทรงจำล้วนๆครับ ใครมีอะไรท้วงติงก็บอกกันได้

อ้อ Tag ปีที่แล้วยังคงดองไว้ เด๋วหารูปประกอบได้จะทำครับ ^^''

โหลดเพลงประกอบ ฟังเพลงได้ ตามรายทางที่อ่านเลยครับ

 

จุดเริ่มต้น Tag นี้มาจากคุณลิงใจดีครับ (คลิกตามไปอ่าน) เห็นหลายๆคนทำ ก็จะแสดงให้เห็นเลยว่า แต่ละด้านที่คนคนนั้นสนใจ จนก้าวผ่านมาถึงปัจจุบัน มีลักษณะแบบไหนมั่ง

 

เอาแบบฉบับของผมละกัน หมายเหตุไว้ว่า 10 ปีที่แล้วผมน่าจะอยู่ราวๆ ป.6 ถึงช่วง ขึ้น ม.1 ครับผม

 

10 ปีผ่านไป... มันเปลี่ยนไปแล้ว

 

1.Game

ราวๆ 10 ปีที่แล้ว หากเราเปิดคอม เราจะได้เล่นเกมดอสซะเป็นส่วนใหญ่ (Esp. Aladdin, Doom, Prince of Persia และ Lion King) หรือถ้าใครใช้ Windows 3.0 เราจะพบกับเกมที่หลากหลายขึ้นมาบ้าง (ผมติดหลายเกมเลยนะ) แต่ปัจจุบัน Microsoft ได้นำเกมเหล่านี้ออกจากสารบบไปหมดแล้ว ซึ่งผมว่าน่าเสียดาย ออกจะมันส์

 

 

ส่วนทางฝั่งเกมออนไลน์ สมัยนั้นคนส่วนใหญ่จะเล่นเกมที่มัน Active มากกว่าในปัจจุบัน สมัยที่สนามบอลยังมีนักบอล สนามบาสยังมีนักบาสเนืองแน่น (แม้บางส่วนจะไปกระจุกตัวกันในสนามวินนิ่ง) เหตุผลเนื่องจากเกมเล่นผ่านแลนยังไม่ค่อยแพร่หลาย (จำได้ว่าช่วงนั้นบ้า Microsoft Heart เล่นผ่านแลนกันในห้องคอมทุกวัน ไม่งั้นก็ Worms Armageddon) แต่ต่อมาอีกสองสามปี จากการพัฒนาให้เกมวงแลนมีความเร็วเทพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของ Half Life (Counter Strike) เวอร์ชั่นไทยนี่แรงได้ที่ การพัฒนาของเกมและความสนุกที่ได้ปะทะกับผู้เล่นด้วยกันส่งผลให้เหล่าเยาวชนไปกระจุกตัวในร้านเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ราวๆ 5 ปี ก็มี พรบ.จำกัดอายุและเวลาในการเล่นเกมออกมา

 

 

หันมาดูฝั่งเกมการ์ดกันบ้าง 10 ปีที่แล้ว กระแสการ์ด Yu-Gi-Oh โด่งดังจากการ์ตูนเรื่อง เกมกลคนอัจฉริยะ และที่แพร่หลายกันในหมู่นักเรียนคือ การ์ดปลอม ราคาใบละบาท แถมซองขนม (จะกล่าวถึงในภายหลัง) นักเล่นท่องจำได้แม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่น (เปิดเว็บ sunhp.com ท่องจำดูเอา ปัจจุบันโดเมนนี้หายไปแล้ว) สำหรับการ์ดจริงใบละ 5 บาทจนถึงเกือบหมื่นนั้นเพิ่งจะมาแพร่หลายกันทั่วไปในอีก 2-3 ปีต่อมา นับว่าการ์ดปลอมนำหน้าไปหลายขุม ส่วน Magic the Gathering ได้เปิดตัวครั้งแรกในยุคนั้นเช่นกัน สมัยนั้นการ์ดราคาถูก ซองละ 80 บาท รุ่น Alpha-Beta ซึ่งถ้าใครซื้อเก็บไว้ ก็มีรวยเละทีเดียว เพราะมีการ์ดที่ราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Magic พิมพ์อยู่เยอะ นั่นคือ Black Lotus ราคาประมาณ 400 USD

 

 

ปัจจุบัน ผมมีการ์ด MTG ในครอบครองอยู่พอสมควร การ์ด Yu-Gi-Oh ของจริง 1st Ed. กำลังทยอยส่งขายผ่าน eBay ส่วนการ์ดปลอมทั้งหลายเอาไปแปะผนังห้องนอนให้เป็นลายเอาไว้ สวยดี ไว้จะถ่ายรูปมาลง

Edit : ลืมไปได้ยังไงนะ... 10 ปีก่อน เปิดตัว Game Boy (Advance) ด้วยนะครับ และยังมีของเล่นสุดอันตราย (ในยุคนั้น) ที่ปัจจุบันนี้เห็นกันเกร่อตามเกมตู้ในห้าง มันก็คือ... (อ่านชื่อได้ในรูปนั่นแหละ)

 

 

2.ยาเสพติด

สถานการณ์ยาเสพติดในไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นกัน ถ้าเป็นสมัยโบราณ จะเป็นพวกฝิ่น แต่ถ้าถัดมาหน่อย ยุคโก๋หลังวัง มักจะเป็นยาเสพติดพวกกัญชา ต่อมาก็เริ่มเป็นกาวและสารระเหย เรียกได้ว่า ในช่วงประมาณ พศ.2520 จิ๊กโก๋บ้านนอกหลายคนส่่วนใหญ่จะติดกัญชาหรือดมกาว ฝิ่นเริ่มลดลงจากโครงการในพระราชดำริ ต่อมาประมาณ 5-10 ปีจึงเปลี่ยนแปลงเป็นพวกเฮโรอีน ซึ่งเฮโรอีนบริสุทธิ์นั้นมีราคาแพง เราจะไม่ค่อยเห็นคนทั่วไปเสพกัน... (เอ๊ะ ว่าแต่ฉันอายุเท่าไหร่นะนี่)

 

ช่วง 10 ปีที่แล้ว เริ่มมีการเข้ามาของยาม้า หรือ Amphetamine ที่จำได้แม่นยำ เนื่องจากอำเภอที่ผมอาศัยอยู่ (อยู่ในลพบุรีนั่นแหละ) ได้ขึ้นทำเนียบเป็นอำเภอที่มีการระบาดของยาม้าเยอะอันดับสองในประเทศไทย ซึ่งมันก็ไม่น่าภูมิใจหรอก แต่ทำให้ผมมีความรู้และพบเห็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดเหล่านี้จนแม่นยำทีเดียว

ปัจจุบัน แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็น "ยาบ้า" แต่ผมชอบเรียกว่ายาม้ามากกว่า เพราะนอกจากเม็ดยาจะพิมพ์รูปม้าเอาไว้แล้ว หากเรานึกถึงการแบ่งเม็ดยากลมๆออกเป็น 4 ส่วน แต่ละส่วนจะเรียกว่า 1 ขา (ของม้า) ฉะนั้นเวลาได้ยินศัพท์ของคนซื้อยา ว่า "เอาม้าสองขา ยี่สิบ" ก็เป็นอันเข้าใจว่า มันคือการซื้อยาครึ่งเม็ดนั่นเอง

 

ผมไม่แน่ใจว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Trend ของยาเสพติดได้เปลี่ยนเป็นยาเลิฟ ยาอี ยาเค ยาไอซ์ LSD ปอปเปอร์ ฯลฯ หรือเปลี่ยนไปถึงขั้นไหน แต่ถ้าหากเราไปเยี่ยมบ้างท้องที่ที่บ้านนอกมากๆ เราก็ยังพอจะเห็นหรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเสพยาบ้าอยู่เนืองๆ

 

3.Computer

Ram 8 MB ก็เจ๋งแล้วววววววว...

เรามี Drive B:/ ใหญ่เท่าแผ่นกระเบื้องงงงงงง.....

 

เวลาจะลง Photoshop ต้องใช้ Floppy A:/ รวมทั้งหมด 7 แผ่นนนนนนน....

เวลาจะลง Auto CAD ต้องใช้ Floppy A:/ 19 แผ่น + ปรับปรุงอีก 1 แผ่นนนนนนน.....

LOTUS 123 + Word Chula + Printer หัวเข็ม + Rajvithi + คำสั่ง DOS ทั้งหลาย ใครท่องได้ก็เทพพพพพพ....

ไวรัสพกพาใน Floppy A:/ ได้ มีการเริ่มพัฒนา Trojan และโปรแกรมอย่าง Mail Bomb เป็นครั้งแรกกกกกกก..... (ซึ่ง ถ้าเอาไปลงในห้องคอม แก้ยากชิบหายวายป่วง คนดูแลจะปิดห้องคอมไป1 สัปดาห์)

 

ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ยังพอหาได้ในคอมที่มีผู้บริจาคให้กับท้องถิ่นชนบทมากๆ

 

 

Edit : บางอย่างที่นักเล่นคอมคงไม่ลืม

 http://www.holgermetzger.de/netscape_start.jpg <<<รุ่นแรกที่ผมใช้น่าจะเป็น 3 หรือ 4

http://www.pirch.com/pirch_logo.gif

  http://c.icq.com/homepage/img/logo.gif/images/shortcuts/icq-logo.jpg

 

แถม

 

 

 

4.อาชีพและเศรษฐกิจ

*ข้อมูลส่วนนี้คือ ข้อมูลจากท้องถิ่นของผม

10 ปีที่แล้ว ไม่ค่อยมีการเติบโตของบริษัทหรือการลงทุนเท่าไหร่  การเข้ากรุงเทพนานๆ สื่อความนัยให้รู้ว่า ไปทำงานโรงงาน/ไปเป็นเด็กเสิร์ฟ/หรือขั้นเลวร้ายที่สุดคือไปขายตัว มีเพียงไม่กี่รายที่ประสบความสำเร็จได้เป็นพนักงานบริษัท ฉะนั้นTrend ของมิจฉาชีพที่นิยมคือ การหลอกคนให้ไปทำงานบริษัทหรูหราในเมือง หรือส่งคนไปทำงานทีต่างประเทศ (สมัยนั้นประเทศซาอุฯ กำลังฮิต เนื่องจากไปแล้วรวยแน่นอน จนกระทั่งต่อมามีคดีเพชรซาอุมาทำให้เขา Boycot ประเทศไทย) แต่นำแรงงานที่ได้ไปทำอย่างอื่นแทน นั่นก็คือเรื่องของรถตู้ดำนั่นแล...

ต่อมา จากการเปิดประเทศ ด้วยนโยบาย Amazing Thailand และการจัดตั้งมูลนิธิปวีณาในอีกหลายปีต่อมา ทำให้เกิดการแก้ปัญหา พร้อมกับมีการลงทุนและขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น คนมีงานทำมากขึ้น จนปัจจุบันนี้ก็ถึงถึงจุดอิ่มตัว และ.... กำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของเด็กจบใหม่

 

 

ฝั่งตลาดหุ้น 10 ปีที่แล้วเป็นยุคฟองสบู่แตก ศัทพ์ที่บัญญัติในยุคนั้นและเมาท์กันแพร่หลายโดยไม่ค่อยมีคนรู้ความหมาย คือ ภาวะต้มยำกุ้ง และ เงินบาทลอยตัว (จำได้แม่น เพราะตอนนั้นติดละครเรื่อง เงินเงินเงิน ยังมีเทปเพลงประกอบละครเก็บไว้อยู่เลยสองม้วน) หลังจากนั้นตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นตัว พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามวงจรตลาดหลักทรัพย์ที่จะวิ่งขึ้นลงๆเป็นกราฟ sin อย่างไรก็ตาม หลังยุคฟองสบู่ตรงนั้น ไม่ถึงสองปีถัดมา ก็เริ่มมีการโผล่เข้ามาของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่ใครก็ไม่คาดคิด ว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงวงการการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน (ไม่ต้องบอกคงรู้นะ)

Edit : สมัยนั้นโรงเรียนดวกวิชาเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตามสมัยนิยมว่าต้องการให้ลูกเรียนในคณะคะแนนสูงๆอย่างพวกสายสาธารณสุขไว้ก่อน...

สิ่งหนึ่งที่คิดไปก็น่าแปลกใจ คือ สมัยก่อน เราจะมี Trend เรื่องวิชาชีพหมอว่าดี เก่ง ขยัน เหนื่อย ยาก ฯลฯ (และเหนือสิ่งอื่นใดคือ รวย)  แต่พอมาถึงปัจจุบัน เป็นยุคที่ขาดแคลนหมออยู่ มีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น และเปิดรับหมอกันมากขึ้นแม้จะขาดแคลนทรัพยากร (ซึ่งผมว่ามันคงเป็นนโยบายเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ) กลายเป็นว่า คนเลือกหมอเรียนลดลง และเด็กที่เรียนหมอก็ไม่ได้เก่งระดับหัวกะทิ แต่เป็นเด็กระดับกลางๆเท่านั้น (ข้อมูลจาก : อาจารย์สถิติ คณะแพทย์)

*ในรูปข้างล่างคือ กระเป๋าพกของหมอเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

 

 

5.เพลง

เพลงสากล สมัย 10 ปีก่อน เหมือนเป็นยุคของสาวผมบลอนด์-ผมทองเด้งดึ๋ง???เพลงจะเป็นเพลงแนวมันส์ๆ สนุกสนาน เช่น Saturday Night - Whigfield, Barby Girl - AQUA, A-TEEN นอกจากนี้ที่ไฮโซหน่อยก็เป็นพวกเจ๊บริทนีย์อัลบั้มแรกซึ่งยังเน้นความเพราะอยู่, เจ๊มารายอ้า แครี่, และที่ขาดไม่ได้คือเจ๊มาดอนน่า ที่แม้มีลูกแล้ว ชีก็ยังเด้งดึ่๋ง ส่วนกลุ่มศิลปินชาย น่าะเป็น The Moffatts <<< แก้ไขตัวสะกดแล้วครับ ขอบคุณ ^^'' กับ Westlife และเพลงยั่วยวนใต้สะดือทั้งหลายของ Ricky Martin ที่ดังเพราะเพลงจากฟุตบอลโลก

 


aqua barbie girl - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

มาดูเพลงไทย สมัยก่อนเพลงแนวสดชื่นแจ่มใสมีเยอะมาก เช่นกระดุ๊กกระดิ๊ก ของโมเม ชาลาลาลาล่า ของปุ๊กกี้ UFO ของราฟฟี่แนนซี่ รสปูอัด ของไจแอนท์ ฯลฯ แต่ที่เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ นั่นคือ อัลบั้ม The Next ที่นำเอา 8 ศิลปินดัง เจมส์ เจอาร์-วอย หลุยส์ โดม ลิฟท์กับออย และอีกคนที่ลืมชื่อไปแล้ว มารวมกลุ่มกันออกอัลบั้ม ถือเป็นอัลบั้มแรกของ RS ที่ยอดขายพุ่งทะลุกระฉูด ไปไกลกว่า 6 ล้านตลับเทป (แม้ปัจจุบันเราอาจจะงงว่าเทปคาสเซตคืออะไร - -") พร้อมเพลงทอปฮิตติดชาร์ทนานโคตรอย่าง Love in Generation แต่ทว่า มันเป็นจุดสูงสุดเพื่อเริ่มต้นของการอิ่งลงเหวอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น แม้จะมีวงแดนซ์มันส์อย่าง Bazoo มาช่วยดึงขึ้นบ้าง หรือมีการพยายามรวมกลุ่มกันของศิลปินหญิงชาย RS อย่าง Galaxy อะไรซักอย่าง... นึกชื่อออกแล้วว่า The eXventure แต่ความพยายามดันศิลปินของ RS กลับล้มเหลวไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นศิลปินที่ไม่ดัง ไม่เพราะจริง เน้นความแรงตามเทรนด์นอกและมันส์กันตรึมเหมือนไม้ดอกบานกลางทะเลทราย แต่ไม่นานก็ดับสลายจากรูหูไป ฝั่ง Grammy ค่อยๆทำเน้นคุณภาพและแนวเดิมๆต่อไปเรื่อยๆ ในยุคนั้น Grammy ค่อนข้างเน้นเพลงแนวเอื่อยเฉื่อยฟังเย็นๆสบายๆจนเบื่อ - -" ที่ดังมากจนพอจะระลึกได้ก็คือ X3 Super Gang และ อู๋ ธรรพณธร หัวใจกระดาษ (คนนี้ RS ขอโทษด้วยครับ - -) นิหน่า อยากกลับไปหาเธอ ยืนข้างๆเธออีกครั้ง (อะไรซักอย่าง)

Grammy เริ่มผลิตเพลงแดนซ์เถิดเทิงโจ๊ะพรึมๆในอีก 2-3 ปีให้หลัง ที่ดังมากๆคือ China Doll หมวยนี่คะ

 

เพลงไทยแนวอื่น ที่จำได้ก็มีโจอี้บอย Fun Fun Fun และพวกเพลงเพื่อชีวิตอย่างเคียส หนู มิเตอร์ และอัลบั้มแรกของมาลีฮวนน่า

Edit : เกือบลืมสาวน้อยคนนี้ ผู้เปลี่ยนแปลงไปได้อย่าง "มหัศจรรย์" ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

 

 

ฝั่งเพลงลูกทุ่ง หลังจากการจากไปของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวงดวงจันทร์  ก็เริ่มมีการโด่งดังของจินตหรา พูนลาภ ชุด โบว์รักสีดำ ตามมาด้วยศิริพร อำไพพงศ์ และอาภาพร เลิกแล้วค่ะ ที่เจ๊ดังข้ามปีกันเลยทีเดียว ส่วนฝั่งชายก็มี มนต์สิทธิ์ คำสร้อย ผู้โด่งดังจากเพลงประกอบละครหลังข่าวมนต์รักลูกทุ่งที่คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ละครสมัยนั้นที่คนฮิตกันมากนอกจากมนต์รักลูกทุ่งก็จะมีมงกุฏดอกส้ม นอกจากนี้ในยุคนั้นก็จะมี ไชยา ไม่ธรรมดา ไมค์ ภิรมย์พร เพลงอีสานเพื่อชีวิต กุ้ง สุทธิราช และก๊อด จักรพรรณ

 

 

 เพลงอนิเมะ ขอรวบไปพูดถึงในภายหลัง

 

6.ภาพยนตร์

10 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าเราจะนึกถึงภาพยนตร์ฟอร์มโคตรยักษ์อย่างไททานิคเป็นเรื่องแรก ซึ่งเบียดเสียจนเรื่องอื่นเป็นปลาซิวปลาสร้อยไปเลย - -" คนร้องเพลง My Heart Will Go On กันทั่วบ้านทั่วเมือง และร้านก๋วยเตี๋ยวเรือไททานิคมีสาขาเปิดใหม่ซ้ำๆกันทั่วประเทศไทย

ยุคนั้น หนังฝรั่งที่ดังจัดจะเป็นแนว Action Sci-Fi พวก Terminator / Matrix ส่วนฝั่งเกาหลีญี่ปุ่นไม่ค่อยได้เห็น แต่อนิเมนี่จะพอรู้จัก Totoro กับ Laputa (Studio Ghibli)

 

 

หนังอีกเรื่องที่มี Impact ต่อคนไทยคือ นางนาก ซึ่งฉากที่ประทับใจที่สุดในสายตาคนดูคงเป็นฉากเอาเจ๊ทรายปากบานมาผูกเชือกโยงขึ้นขื่อจนข้อเท้าเขียว  เพลงประกอบภาพยนตร์ที่หลอนและขายดีมาก ส่งผลให้มีคนเอาไป Mix ใหม่ กลายเป็นนางนาก Dance เปิดกันมากมายตามผับใน RCA ซึ่งปัจจุบันเราจะหาฟังได้บ้างในคืนวันฮาโลวีนตามผับแถวรัชดา

เรื่องต่อมาที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือ"สตรีเหล็ก" ที่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของหนังกระเทยหลายเรื่องที่ตามมาในท้องตลาด เหมือนจุดกล้าที่พลิกผันว่า นี่แหละ ชีวิตกระเทย ชั้นเป็นกระเทย ไม่ดีตรงไหน ฯลฯ เนื่องจากต่างจากหนังชีวิตกระเทยรุ่นใหญ่อย่าง "เพลงสุดท้าย" ตรงที่ สตรีเหล็กเกิดขึ้นในชีวิตวัยรุ่น เราจึงเริ่มเห็นหนุ่มไทยหัวใจสาว แสดงออกถึงตัวตนของตนเองนับจากนั้นเป็นต้นมา อ