คู่มือเผชิญหน้ากับข่าวร้าย
posted on 07 Aug 2008 17:25 by mingninja in Medicine-Student, World-Society
เพลง : Live and Learn
ศิลปิน : มาริสา, กบ, เจนิเฟอร์ คิ้ม
อัลบั้ม : คอนเสิร์ตเจนิเฟอร์คิ้ม
เชื่อว่าทุกคนคงทราบว่า สิ่งที่น่าหนักใจอย่างหนึ่งก็คือ การต้องบอกความจริง บอกข่าวร้ายให้คนอื่นรู้ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่แพทย์มักพบเจอในชีวิตประจำวันมากกว่าคนอื่นๆ เพราะเป็นอาชีพที่รับแต่เรื่องความทุกข์ของคนไข้ เวลาต้องบอกข่าวร้ายให้คนอื่นฟัง หลายคน (รวมทั้งผม) รู้สึกอึดอัดลำบากใจ ไม่รู้จะพูดกับเหยื่อผู้ประสบชะตากรรมของเรายังไงดี พูดไปแล้ว She จะกรี๊ดลั่นบ้านลั่นเมืองไหม? รึว่าจะหยิบเอาแจกันข้างเตียงมาเขวี้ยงใส่หน้า? รึว่าจะปีนหน้าต่างโดดตึก?
จาก Entry ที่แล้ว (คลิกเพื่ออ่าน) ยังดีที่คนบอกข่าว HIV Positive เป็นทีมงานที่มีประสบการณ์การบอกข่าวร้ายอย่างโชกโชน ส่วนผมคงไม่มีโอกาสได้บอกข่าวร้ายกับคนอื่นบ่อยๆอีก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องของเอดส์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตรวจ HIV แต่ละครั้งก็ต้องทำกันสามรอบก่อนแจ้งข่าวกับผู้ป่วย ฉะนั้น ถ้าให้พูดตามสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ โอกาสที่ผลการตรวจจะผิดพลาดนั้นน้อยมากๆครับ
ตามหลักจิตวิทยา การรับรู้ข่าวร้าย 5 Stages ของ Elisabeth Kubler-Ross เราจะพบว่า เมื่อคนเราได้รับข่าวร้าย จะมีอาการพัฒนาเป็นขั้นๆ (ยังกะวิวัฒนาการ) ซึ่ง ประเด็นสำคัญอยู่ตรงการรับมือกับแต่ละขั้นนี้แหละครับ ถ้าคนบอกข่าวร้ายกับคนรับข่าวร้ายเข้าใจเรื่องนี้ ปัญหาที่ตามมาก็จะบรรเทาลงได้ ซึ่งอาจเอาไปใช้ได้กับหลายกรณี เช่น บอกพ่อว่าสอบตก บอกเพื่อนว่าฉันแย่งแฟนแกไปแล้ว หรือบอกเลิกกับแฟนคนเก่า อันนี้ก็ตามแต่จะเลือก ขอเขียนแบบคร่าวๆนะครับ (ไม่งั้นจะกลายเป็นอ่านวิทยานิพนธ์)
หลักการบอกข่าวร้าย
หลักการที่สำคัญก็คือ เริ่มต้นก็ควรจะมีทั้งญาติ (คนเข้าใจ) และถ้าหาได้ก็ควรมีคนแก้ไขได้ (เช่น หมอ พ่อแม่) ต้องเลือกที่สงบ ไม่พลุ่งพล่าน มีสมาธิ ปิดมือถือ ... แต่ไม่แนะนำโรงหนังนะครับ เกิดเหยื่อของเรากรี๊ดขึ้นมากลางโรงหนังจะถูกถีบออกมา เสียดายค่าตั๋วเปล่าๆ
หลังจากนั้นก็ค่อยๆพูดเข้าเรื่อง ว่ารู้อะไรบ้าง ประเมินว่าคนซวย ผู้ฟังของเราอยากรู้อะไร รับได้ขนาดไหน อยากให้ใครรับฟังด้วยไหม แล้วก็ค่อยๆบอก ไล่เลียงถามความเข้าใจ (ถ้าไม่เข้าใจแล้วคนส่วนใหญ่จะเริ่มโวยวาย) แล้วก็เตรียมตัวรับมือให้เหมาะสม แล้วก็แนะนำอะไรเล็กๆน้อยๆ เช่น จะมีแนวทางดำรงตนต่อไปยังไงดี
ตรงนี้แนะนำให้เตรียมตัวไปก่อน ไม่ใช่รีบร้อน บอกไปตามสเตปแต่มาอ้ำๆอึ้งๆกลางคัน จะโดนตบลืมแบได้
หลังบอกแล้วไงต่อ
คนส่วนใหญ่จะมีอาการเป็นลำดับ Stage 5 ขั้นตอน บางคนอาจจะข้ามขั้นตอนไป สลับไปสลับมา ซึ่งเราต้องเร่งการพัฒนาให้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย สู้ต่อไป โปเกมอน มาสเตอร์<<<ไม่ใช่และ
ขั้นแรก : Shock and Denial - คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน พอรับข่าวร้ายแล้วก็จะตกใจ (แหงล่ะ) โวยวาย ปฏิเสธ ไม่จริ๊งงงงงงง เป็นไปไม่ด๊ายยยยยย... เหมือนที่เราจะเห็นบ่อยๆในตอนจบของละครหลังข่าว สับสนงุนงง ต่อว่าไปทั่ว ตรวจผิดรึเปล่า จำมาผิดล่ะมั้ง ไม่ใช่ชั้นหรอก บลาบลาบลา
ขั้นตอนนี้ ผู้บอกข่าวต้องใจเย็นและเข้าใจ อาจจะให้ความมั่นใจ ว่า ไม่เป็นไรหรอก (บอกเหตุผลด้วยน่อ... ไม่ใช่ว่าไม่เป็นไรๆอยู่อย่างเดียว) แต่โดยปกติ แนะนำให้นิ่ง และฟังก่อน ว่าสรุปคนฟังกังวลเพราะอะไรกันแน่
ขั้นที่สอง : Anger - โกรธ ใช่ครับ โกรธแบบไม่มีเหตุผล แล้วก็จะเริ่มระบายอารมณ์โกรธ โกรธตั้งแต่คนที่ทำให้เกิดเรื่อง โกรธพระเจ้า โกรธโชคชะตา โกรธหมอ โกรธคนบอกข่าว โกรธตัวเอง โกรธพ่อแม่ที่ทำให้เกิดมา ฯลฯ ซึ่งจริงๆแล้ว ความโกรธพวกนี้มักแสดงถึงความกลัวหรือความเศร้าที่ผู้ฟังมีหลังจากได้รับข่าวนั้น
ส่วนนี้คนบอกข่าวต้องใจเย็น (กว่าเดิม = ='') นิ่งฟัง ค่อยๆพูด (แต่ไม่ใช่พูดเพื่อปกป้องตัวเอง) แสดงความเห็นใจ ต้องเข้าใจว่าการโกรธเป็นกลไกหนึ่ง ซึ่งหลายๆคนไม่สามารถควบคุมได้
ขั้นที่สาม : ฺBargaining - ไม่เกี่ยวกับพ่อค้าที่ไหน แต่หลังจากโกรธไปซักระยะ ผู้ฟังจะเริ่มหาทางออกด้วยตัวเอง เช่น "ไปตรวจที่อื่นได้ไหม เผื่อผลจะผิดพลาด" "หลอกเราเล่นใช่มั้ย เดี๋ยวเราจะโทรไปถามเองดีกว่า" "ต้องมีวิธีแก้ไขสิ" "ต้องไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์" มากมายแล้วแต่จะจินตนาการไปได้ ตรงนี้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก (คือ ไม่เห็นว่าเปลืองเงินเปลืองทอง อันตราย หรือสร้างความเดือดร้อน) ก็ปล่อยให้ฟุ้งซ่านไปได้ครับ แต่ต้องยืนยันว่าจะมีคนดูแลนะ ไม่ถูกทอดทิ้งหรอก มีความเห็นอะไรอีกมั้ย ฯลฯ
ขั้นที่ 4 : Depression - วิตกกังวลและซึมเศร้า ขั้นตอนนี้ร้ายแรงกว่าสามขั้นตอนที่ผ่านมา แถมคนส่วนใหญ่ที่รับข่าวร้ายไปนานๆ อย่างเอดส์ มะเร็ง อกหัก อุบัติเหตุ สามีทิ้ง ฯลฯ ก็มักจะมาหยุดอยู่ตรงนี้นี่แหละ นอกจากจะสื่อสารด้วยลำบากแล้ว (เพราะแทบจะไม่เปิดช่องให้พูดเลย) ต้องระวังการฆ่าตัวตายในช่วงนี้เป็นพิเศษครับ และต้องให้กำลังใจสม่ำเสมอ
ขั้นสุดท้าย : Acceptance - พูดง่ายๆคือ หลังจากฝ่ามรสุมทั้งหมดมาได้ ก็จะปลงและยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ ยอมรับปลายทางที่จะเกิดขึ้น ตรงนี้เราสามารถเอาความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมเข้ามาช่วยได้ (ไม่ใช่ให้ไปแห่บุญบั้งไฟนะครับ) อย่างเช่น ทุกข์และสุขอยู่กับเราได้ไม่นาน หรือหลักธรรมอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นจุดที่พูดคุยกันได้ดีที่สุด ซึ่ง คนที่มีพื้นฐานสุขภาพจิตดีอยู่แล้ว จะสามารถยอมรับสภาพของตัวเองและเข้าสู่สภาวะนี้ได้เร็วครับ ฉะนั้น พยายามอย่าเครียดนะครับพี่น้อง
โดยรวมแล้ว ชีวิตคนก็เหมือนเรือน้อย ล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้ แรงลม ประสมคลื่น...<<<เอ๊ะ ไม่ใช่เช้าวันอาทิตย์ ชีวิตคนเราก็เกิดมาพร้อมความไม่แน่นอน การเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อเจอจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตเอาไว้เป็นสิ่งที่ดี ยังไงก็อย่ายึดติดกับสิ่งที่ไม่แน่นอนจนเกินไปนะครับ เอวังฯ



ได้ความรู้ดีครับ เป็นเรื่องที่คนบอกไม่อยากบอก คนฟังไม่อยากฟัง แต่มันเป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดนี่แหละ
#1 By tamanxzg on 2008-08-07 21:26