ความสุขในยุคม็อบ
posted on 26 Jun 2008 22:50 by mingninja in Fiction-Illusion, World-Society
เพลง : โชคมนุษย์
ศิลปิน : รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส ไม่ใช่แฮะ เวอร์ชั่นนี้ใครร้องก็ไม่รู้
อัลบั้ม : เพลงประกอบละคร มหาเทวี (2481)
หมายเหตุ : หาเวอร์ชั่วสนทนาประสาอู๊ดอี๊ดไม่เจอง่ะ
(บทความนี้ เคยตีพิมพ์ครั้งแรก... ผู้เขียนเองก็จำไม่ได้ - -'' อาจจะลงถังขยะไปมากกว่า??? ต้องขอโทษด้วยครับ เอาเป็นว่า ถ้าจะอ้างอิง ก็ลิงค์มาที่บล็อกนี้ก็แล้วกัน เนอะ...)
เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ผมเองยอมรับว่าเป็นคนค่อนข้างหัวรุนแรง และสนับสนุนการแ้ก้ปัญหาแบบเผด็จการ ใช้อำนาจอัดคนผิดให้กระเด็น (หรือออกแนวใช้อำนาจมืด) ก็จะมีข้อสงสัยพิลึกๆ ออกแนวโฉด ให้วงสนทนาเงียบกริบอยู่บ่อยๆ
เพื่อน : แม้วแม่งซ่าส์ว่ะ ตกเป็นค่าหัวโจรใต้ โดนแกงค์กู้ชาติถล่ม ฯลฯ ยังทำคาร์บอมบ์เก๊มาหลอกลวงประชาชนอยู่ได้...โคตรหมั่นไส้เลยว่ะ วันเสาร์นี้ไปสนามหลวงกัน ฯลฯ
ผม : แล้วถ้ามีคนหมั่นไส้มันมากนัก ไม่รวมหัวกันจ้างมือปืนไปลอบยิงซะเลยวะ เรื่องจะได้จบๆ
ต่อมาไม่นาน เข้ายุคม็อบป่วนเมือง ไอ้เพื่อนก๊วนเดิมก็มาคุย แต่คราวนี้ กัดอีกฝ่าย
เพื่อน : พันธมิตรแม่ง...ทำลายหน้าตาประเทศชาติ ไม่รักษากฏหมาย มีม็อบเล็กม็อใหญ่ม็อบย่อยตามมาเต็มไปหมด ฯลฯ
ผม : ถ้าวุ่นวายเดือดร้อนนัก ทำไมไม่ใช้กฏหมายกวาดมันไปขังลืมให้หมดซะเลยฟระ...
นานๆเข้าก็บังเกิดเป็นความหมกมุ่น หงุดเงี้ยว โอตาคุการเมืองอย่างแรง ไม่พลาดทุกประเด็น ร่ำๆว่าจะไปเป็นแกนนำประท้วงนั่นนี่โน่นกะเค้าด้วย เรียกได้ว่า เข้าป่าเข้าดงกันเลยทีเดียว เพื่อชาติบ้านเมือง ประเทศต้องเป็นแบบนั้น รัฐบาลต้องเป็นแบบนี้ ยังงั้นยังงี้ เป็นอาการบ้าๆบอๆ ได้ยินได้ฟังอะไรก็จับมาเข้าการเมืองไปซักประมาณเดือนนึง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้คุยกับผู้อาวุโสทางการเมืองในมหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ขออนุญาตไม่ขยายความ เพราะเจ้าตัวก็ไม่อยากให้สังคมรับรู้เท่าไหร่ - -''
ผม : เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทำไมมหาวิทยาลัยไม่ทำอะไรซักอย่างล่ะครับอาจารย์
อาจารย์ : ยุคสมัยเปลี่ยนไป เธอก็รู้ว่านี่มันยุคสายลมแสงแดด นักศึกษาก็เปลี่ยนความคิดกันไปอยู่แล้ว
ผม : ไม่เหมือนเมื่อก่อน นักศึกษานี่เข้าป่าเข้าดง เป็นประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ ฯลฯ (ร่ายยาว)
อาจารย์ : เธอเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์
ผม : ผมเรียนรู้ว่า เราต้องยืนหยัดและทำตามความคิดที่ถูกต้องของตน
อาจารย์ : แล้วการกระทำนั้น ให้ผลดี สังคมได้รับประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมางั้นหรือ
ผม : แต่เราก็ได้รวมกลุ่ม แสดงพลัง ยืนยันจุดยืนของตัวเองนะครับ
อาจารย์ : การรวมกลุ่มของเธอ ได้อะไรกลับคืนมาบ้าง
ผม : อย่างน้อยสังคมก็สนใจแนวคิดของเรา เป็นการรวมกลุ่มแสดงพลังเพื่อความถูกต้อง สื่อมวลชนสนใจ เป็นพลังของคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางคนส่วนใหญ่อย่างมีเกียรติ...
อาจารย์ : แล้วนั่นคือประชาธิปไตย?
ผม : ...
อาจารย์ : อาจารย์ยอมรับ ว่าประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่มันก็เลวร้ายน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการปกครองแบบอื่น เพราะไม่มีสังคมไหนสมบูรณ์พอที่จะปกครองได้ด้วยตนเอง
ทีนี้ เรื่องการรวมกลุ่ม การต่อต้านกฏหมายโดยใช้ความรุนแรง จริงอยู่ที่ว่า ความคิดของพวกเธออาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่มันขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ จะให้คนส่วนใหญ่ในสังคม ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงสวนกลับเธอบ้าง ก็คงเป็นไปไม่ได้ เธอจึงมองเห็นเฉพาะกลุ่มของเธอ ว่านี่แหละ คือความเข้มแข็ง คือความลุ่มหลง ว่าความคิดของตนเองนั้นดีเลิศที่สุด
แต่ ถ้าเธอเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยนัก เธอคงเข้าใจว่า เสียงจากข้างมากที่สุด ไม่ใช้เสียงที่ดีที่สุด ตรงใจเธอที่สุดเสมอไป สิ่งที่เธอทำได้คือการยอมรับเท่านั้น
ผม : แต่ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเลย ยอมรับมันไปเรื่อยๆ สังคมก็จะดำเนินไปตามทิศทางที่เน่าเฟะต่อไป
อาจารย์ : บทบาทของเราน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่การด่วนทึกทักรวมกลุ่มกันเอง ตัดสินด้วยกำลังของตัวเอง ความคิดของตัวเอง สังคมเปิดโอกาสเสมอ อาจารย์รู้ว่าความคิดของเธอนั้นขณะนี้วุ่นวายสับสน จัดระเบียบไม่ได้ เพราะมุ่งมองแต่ในทางของตัวเอง ลองใช้หลักธรรมอุเบกขาดูสิ ทำในสิ่งที่เธอทำได้ แสดงความคิดเห็นเมื่อโอกาสมี
การที่สังคม ยอมรับในสิ่งเน่าเฟะ นั่นก็แปลว่าเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ ถ้าเธอต้องการเปลี่ยนจริงๆ ก็นำเสนอสิ่งที่มันถูก ความเป็นจริงต่างๆให้สังคมรับรู้สิ ให้สังคมตัดสินใจใหม่ได้เอง
ผม : ไม่มีโอกาสหรอกครับ ถ้าประเทศยังเป็นแบบนี้ ระบบเมืองไทยเน่าอยู่แล้ว
อาจารย์ : เธอจะเป็นส่วนร่วมทำให้มันเน่าลงไปอีกไหมล่ะ การวางเฉยน่ะ ไม่ใช่การเพิกเฉยนะ กาละเทศะยังมีในสังคม เปิดใจให้กว้าง ถ้าเธอเชื่อมั่นในระบบของเธอ โอกาสเปลี่ยนแปลงโลกหรือเสนอความคิดเห็นของเธอย่อมมาถึงอย่างแน่นอน
------------------------------------------
(จริงๆมีต่ออีก แต่ ยาวเกิน... เอาเท่านี้ดีกว่า สาระสำคัญอยู่ตรงบริเวณนี้ครับ)
สาเหตุที่เอาบทความโบราณในคลังของตัวเองมากอปแปะลงดื้อๆ ก็เพราะต้องการอู๊พนั่นเอง...<<<เอาให้มีสาระหน่อยสิเฮ้ย...
เห็นปัจจุบัน หันไปทางไหนก็เจอม็อบ เป็นกระแสที่ฮิตกันเหลือเกิน ค่าแรงต่ำ ม็อบ กระเทียมถูก ม็อบ ขายของไม่ได้ ม็อบ ราวกับถูกจุดกระแสให้ทุกคนออกมาเดินพาเหรด ยังกะอยู่ในดิสนีย์แลนด์
ทุกคนมีหน้าที่ของตน
นายกมีหน้าที่บริหารประเทศ ไม่สำคัญว่าภาพลักษณ์จะห่วยขนาดไหน ให้ดูที่ นโยบาย
ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ซักฟอก ไม่สำคัญว่าคำถามจะแท้จริงขนาดไหน ให้ดูที่ คำตอบ
สื่อมวลชนมีหน้าที่นำเสนอ ไม่สำคัญว่าอยู่ข้างไหน ให้ดูที่ ความจริง
ผู้ประกอบกิจการ มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกิจการของตน จะเป็นพ่อค้า เกษตรกร พนักงาน จะเป็นหนี้เดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน เริ่มต้นให้ดูที่ สาเหตุ
ประชาชนมีหน้าที่ออกความเห็นตามระบบประชาธิปไตย จะความเห็นต่างกันขนาดไหน ให้ดูที่ ผลลัพธ์
เวลาไม่ได้ตามใจที่ต้องการ ก่อนจะออกไปเรียกร้อง รวมกลุ่ม แสดงพลังอำนาจของกฏหมู่น่ะ
คุณได้ทำตามหน้าที่ของตัวเองโดยสมบูรณ์รึยังครับ
ชอบ entry นี้มากๆเลยครับ โดยเฉพาะย่อหน้าสุดท้ายนั่น อ่านแล้วตาสว่างดีจัง



#1 By SkyKiD on 2008-06-27 01:09