ไปเรียนหมอกัน ^^

posted on 16 May 2008 22:02 by mingninja  in Medicine-Student

เพลง : เปลวเทียน
คนแต่ง คนร้อง : ไม่รู้ ไปถามสถาบันไหนก็อ้างว่าสถาบันของตัวเองแต่งตลอด แปลกจริงๆ

ชื่อ Entry ล่อเป้าอีกแล้วแฮะเรา...

ผมเคยเขียน "ด้านมืด" นิดๆของการเรียนหมอเอาไว้ที่นี่ (คลิก) และประสบการณ์การเจอคนไข้บางคนไว้ที่นี่ (คลิก) แต่ผลจากการแอดมิสชั่นปีล่าสุด ทำให้คิดได้ว่า น่าจะแนะนำคณะของตัวเองสักครั้ง (แบบละเอียดนิดหน่อยก็คงดี)

เสนอ Entry แนะนำการเรียนคณะแพทยศาสตร์แบบละเอียดแต่รวบรัด (ยังไงฟระ)

หมายเหตุ : สีน้ำเงินเป็นความเห็นส่วนตัว จะไม่สนใจก็ได้

 

การเตรียมตัวก่อนเรียน

ปัจจุบัน คะแนนแอดมิสชั่นของคณะแพทยศาสตร์ไม่สูงเหมือนแต่ก่อน แต่คนก็ไม่แย่งกันเข้าคณะแพทย์เหมือนแต่ก่อนเช่นกัน ฉะนั้น ถ้าอ่านจนจบแล้วคิดว่า ใช่เลยซาร่า ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ก็อย่ากลัวที่จะลองสู้ดูสักตั้ง แต่หมายเหตุไว้ก่อนว่า คุณต้องมีจิตแจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ด้วย เพราะตรวจกันค่อนข้างละเอียด <<<เผื่อจะมีคนหลุดไปเป็นหมอโรคจิตแบบฮันนิบาล แต่จริงๆก็มีคนจิตหงุดเงี้ยว เครียด หรือไม่ชอบขอออกไปก่อนเป็นประจำทุกปี

 

ปี 1

จะเป็นปีที่มีความสุขที่สุด แม้คุณจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานอย่างมหาศาลจนเพื่อนต่างคณะตะลึงก็ตาม แต่ก็จะมีเวลาว่างพอที่จะไปทำสิ่งที่ชอบได้เยอะ และปิดเทอมยาวที่สุดในรอบ 6 ปี <<<ราวกับเป็นการพักผ่อนครั้งสุดท้ายของชีวิต วิชา พวกนี้ก็มักจะเป็นแคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ สถิติ ภาษา บางมหาวิทยาลัยจะมีวิชาอื่นๆโผล่มา เช่น ม.นเรศวร จะมีวิชาการร้องคอรัส ส่วนของธรรมศาสตร์จะบังคับให้เรียนปรัชญา เป็นต้น

 

ปี 2 - 3 (Pre-clinic)

ในชั้นพรีคลินิก ระบบการเรียนจะเรียนเป็น Block คือ คุณเรียนวิชา A ก็เรียนแต่วิชานี้ 3 สัปดาห์รวด จบ สอบ ตัดเกรด ต่อด้วยวิชา B อีก 5 สัปดาห์ จบ สอบ ตัดเกรด บางมหาวิทยาลัยอย่าง ม.รังสิตจะมีการสอบทุกวันเสาร์แทน

แต่ละวิชาแต่ละสถาบันก็จะชื่อไม่เหมือนกัน อาจจะเรียนเป็นระบบ (ช่องอก, ช่องท้อง, กระดูก) หรืออาจจะเรียนเป็นวิชา (อนาโตมี, พาโธโลจี, ฟาร์มาโค) โดยหลักๆจะมี

- Anatomy กายวิภาค ตำแหน่ง เส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยง <<<ท่องจำล้วนๆ
- Physiology เป็นการเข้าใจหลักการทำงาน เช่น กลไกที่ก่อให้เกิดความเครียด กลไกการย่อยอาหาร
- Histology การส่องกล้องจุลทรรศน์ ดูเนื้อเยื่อ <<<อันนี้ก็ต้องท่องจำเช่นกัน ว่าเซลล์แบบนี้ชื่ออะไร ทำหน้าที่อะไร
- Pathology คือ การศึกษาความผิดปกติในร่างกาย เช่น เซลล์มะเร็งเป็นเช่นใด เนื้อลำไส้ที่กำลังอักเสบแดงสวยงามขนาดไหน <<<วิชาวิปริต
- Pharmacology ยา
- Embryo พัฒนาการในครรภ์ ตั้งแต่ปฏิสนธิ ว่าหูมายังไง เลนส์ลูกกะตามาจากไหน ทำไมตรงนั้นมีรู ถ้าตรงนี้ไม่พัฒนา รูตัน เด็กจะเป็นยังไง ฯลฯ
- Hemato เลือด เม็ดเลือด ระบบน้ำเหลือง <<<ผมได้เรียนการเจาะเลือดจากวิชานี้แหละ โดยมันต้องผลัดกันเจาะกับเพื่อน มันส์กันเลือดสาด
- Infection การติดเชื้อและการอักเสบ ชื่อเชื้อโรค รูปร่างหน้าตา อาการหลังติดเชื้อ บลาบลาบลา <<<เป็นวิชาที่ชอบที่สุด เพราะชื่อวิทยาศาสตร์จะจำง่ายกว่าชื่อเส้นเลือด
- Neurology สมองและประสาท เป็นวิชาที่ซับซ้อน ยาก และเรียนกันยาวนาน <<<ถ้าได้ C มานี่ไม่ต้องผุดเกิดกันเลยทีเดียว ของผมตัวนี้มีค่า 8 หน่วยกิต
- Endocrine ฮอร์โมน วัฏจักรเมนส์
- อื่นๆ เช่น Toxicology (พิษวิทยา) Genetic (พันธุศาสตร์) ฯลฯ

โปรดสังเกตว่า ทุกวิชาจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี อาจมีปฏิบัติบ้าง เช่น อนาโตมี (ของ ม.สงขลาฯ จะเรียนจาก CD โดยไม่ต้องผ่าร่างอาจารย์ใหญ่) ซึ่งหลายครั้งที่ผู้สอนเป็น Specialist จากสาขานั้นๆ <<<อย่าง Toxic นี่ เอา ดร.ที่เรียนมาเกือบ 10 ปีมาสอนตูให้จบภายใน 2 ชม. จะอัดเนื้อหาไปถึงไหน ออกสอบ 4 ข้อยังกะจะให้ต่อโทสาขายาพิษ

วิชาทั้งหมดจะอัดใน 2 ปี เหมือนเป็นการปูพื้นฐานความร้ก่อนขึ้นคลินิก ถ้าคิดว่าเยอะ หนักสมอง ชั้นคลินิกจะทั้งหนักสมองและเหนื่อยกายอีตะหาก ลองอ่านดู <<<แต่ผมเองสนุกกับวิชาพรีคลินิกมากกว่านะ

ถ้าถามผมว่าแพทย์ที่ไหนที่เรียนได้ "แนว" หรือเมามันส์+แน่นแฟ้นกันสุดๆ ตอบแบบไม่อคติผมให้รามาฯแฮะ ที่นี่มีหลายอย่างที่ไม่ค่อยเจอในสถาบันอื่นครับ

 

PBL และ SDL

PBL หรือ Problem Base Learning คือการเรียนแบบเข้ากลุ่ม มี Scenario มาให้ เป็นคนไข้ในเศษกระดาษ อ่านแล้วก็ตั้งปัญหา ถกกันว่า อีตานี่มีปัญหาอะไร เกิดจากโรคอะไรบ้าง แก้ไขยังไง ถ้ามีอะไรไม่รู้ก็ต้องไปค้นคว้ามาตอบตอนปิด Scene โดยมีอาจารย์นั่งดู (ย้ำว่า ดู ไม่ใช่สอน) และให้คะแนน <<<แปล ง่ายๆแบบไร้หัวคิดคือ วิชาละครทางการแพทย์ คนมีความรู้มากจะชอบโวยวายหรือไม่ก็เงียบไปเลยและได้คะแนนน้อย คนที่พูดตามพิธีตามระบบจะได้คะแนนเต็ม

SDL หรือ Self-Directed Learning คือการเรียนแบบอาจารย์โยนเนื้อหามาให้ ว่ามีหัวข้อแบบนี้ๆ แล้วนักเรียนก็ไปหาอ่านเอาเอง จะลึกแค่ไหนก็ตามใจ ทำข้อสอบให้ได้แล้วกัน การเรียนแบบนี้มีข้อดีคือ เวลาว่างเยอะ ไม่ต้องเลกเชอร์ท่องจำ เรียนแบบเลียนแบบเมืองนอก <<<ซึ่งนักเรียนไทยก็มักจะใช้ชั่วโมง SDL นี้ไปเที่ยวหรือ Sleep Deep Long มากกว่า

ปัจจุบันสถาบันแพทย์หลายที่ใช้ 2 ระบบนี้ แต่บางที่ก็ไม่เอาแล้ว ในหมู่นักเรียนก็มีทั้งประเภท "ชอบถก" และ "ชอบจด" ก็จะแบ่งเป็น 2 ขั้ว เหมือนฝ่ายค้านทะเลาะกับรัฐบาลเลยเชียว

 

เรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์

ต้งแต่ปี 3 เป็นต้นไป หากคุณรู้สึกว่า ไม่ไหว อยากหยุด ฉันมันแย่ ฉันแพ้ปี 4 คุณก็เรียนวิชาพิเศษอีกตัวสองตัวแล้วขอจบก่อน เอาวุฒิ วท.บ.ไปได้เลยโดยไม่ต้องซิ่ว เป็นไม่กี่คณะที่ได้รับอภิสิทธิ์แบบนี้

 

ปี 4-5-6 (Clinic)

การเรียนจะคล้ายๆ Block แต่จะเรียนเป็นวอร์ด มี 4 วอร์ดหลักคือ

สูตินรีเวช - วิชาเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิงท้อง ทำคลอด การตั้งครรภ์ ผดุงครรภ์ บลาบลาบลา
ศัลยศาสตร์ - การผ่าตัด ตกแต่ง <<<แพทย์พระมงกฏจะโดดเด่นมากๆ
อายุรศาสตร์ - หรือ General Medicine คือ ผู้ป่วยท้งหมดที่อายุ 15 ปี 1 วันขึ้นไป
กุมารเวชศาสตร์ - ผู้ป่วยที่อายุ 15 ปีลงมา

ทั้ง 3 ปีจะเรียน 4 วอร์ดนี้ ปี 4 ก็จะเรียนตามวอร์ด 4 วอร์ดตลอดปี สูติ ศัลย์ Med เด็ก หรือ เทอมละ 2 วิชา (ฟังดูน้อยใช่ไหม) ปี 5 จะใช้เกรดปี 4 มาขอโควต้าวิชาเฉพาะพวก โรคผิวหนง โรคไต ฯฯ คือถ้าเกรดไม่สวยก็อดเรียน มีการเรียนวิจัยและวิชากฏหมายด้วย<<<วิจัยของจุฬา/ศิริราชจะอลังการมาก ปี 6 มีออกชุมชน และเรียนพวกการบริหาร รพ.

 

ศัพท์เรียนหมอ

แพทย์ชนบท - แพทย์ในโครงการทุนแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดภาคกลาง ภาคเหนือ เป็นต้น
New Tract - ผู้ที่จบปริญญาตรีโดยมีเกรดของวิชาสายวิทยาศาสตร์ตามกำหนดจะสามารถลงสอบ เรียนแพทย์ได้ ถ้าสอบผ่านจะได้เรียนแพทย์แค่ 5 ปี ตัดปี 1 ทิ้งไป
แพทย์ทางเลือก - แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน คือแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน
Extern - แพทย์ปี 6 ฝึกงาน
ราววอร์ด - Around Ward เดินดูคนไข้ในวอร์ดของตัวเอง
อยู่เวร - อยู่เวรอยู่กรรม ก็คือการค้างคืนในวอร์ดนั้น นั่งทำงานโต้รุ่ง เขียนรายงานก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีงานตลอด
แพทย์ใช้ทุน - Intern แพทย์ที่จบปี 6 จะยังทำงานอิสระไม่ได้ ต้องทำงานใช้ทุนให้รัฐบาลก่อน 2 ปีถึง 10 ปีตามแต่เงื่อนไขของทุน <<<แน่ นอนว่า ย่อมมีการโยนเงินชดใช้แทนเหมือนการเกณฑ์ทหารได้ เพื่อที่จะได้ทำงานอิสระเร็วๆ ค่าธรรมเนียมก็มีตั้งแต่ 60000 ถึง 4 ล้าน
หมอใหญ่ - แพทย์ที่จบปริญญาแล้ว
แพทย์เฉพาะทาง - เมื่อคุณจบหมอ คุณจะเป็น General Doctor คือหมอทั่วๆไป แต่คุณอาจจะไปลงเรียนเฉพาะทางต่อ เช่น ไปลงเรียนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ซึ่งเราจะเรียกว่า แพทย์ประจำบ้าน หรือ Resident (Evil)

ฉะนั้น หลังแอดมิสชั่น ก็จะเรียนไป 6 ปี ถ้ามีเรียนซ้ำ ก็ซ้ำได้สูงสุด 12 ปี แล้วก็ใช้ทุน 2-5 ปี เรียนต่อเฉพาะทางอีกราวๆ 2-3 ปี บางคนเป็น New Tract ก็เรียน+ฝึกงานมาแล้วราวๆ 6-7 ปี...

รู้รึยังครับว่าทำไมหมอหนุ่มๆไม่ค่อยมี


 

เวลา

ปี 1 คือเวลาเที่ยว Pre-clinic คือเวลาเรียน Clinic คือเวลานอนสำคัญกว่าเวลากิน ทำไม? ชีวิตประจำวันของคุณในช่วง 3 ปีนี้จะเป็น เริ่มเรียน 7 โมง (หรือ 6 โมง) ราววอร์ด/เรียนจนเย็น (6 โมง หรือ เที่ยงคืน) และทุกๆ 3-4 วันคุณก็จะได้อยู่เวร (อดนอนทั้งคืน) แต่รับรองว่า จบไปเป็นหมอไม่ลำบากเท่าเวลาเรียนหรอกครับ ลำบากสุดๆแค่ 3 ปีนี่แหละ

 

ความเชื่อ ความตาย

คุณจะอยู่ใกล้ชิดกับความตายจนไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม... คุณลดความขยะัขยงเลือดและเนื้อเยื่อของคนอื่น... ระหว่างเข้าเวรความกลัวของคุณอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปก็ได้ อันนี้แต่ละที่ความเฮี้ยนและประสบการณ์ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆเล็กน้อย

- ระหว่างทำคลอด หัวเด็กขาดออกมาเพราะเด็กตายตั้งแต่ในครรภ์
- เพื่อนทิ้งงานมหาศาลไว้ให้ต้องราววอร์ดคนเดียวจนถึงเที่ยงคืน วันนั้นมีคนไข้เสียชีวิตอยู่เตียงข้างๆ
- คนไข้เครียดหนัก กระโดดตึกออกไปให้เห็นต่อหน้าต่อตา
- แม้แต่ชั้นพรีคลินิก ก็ยังมีคนผ่าอาจารย์ใหญ่จนถึงเวลาตึกปิดมาแล้ว

ในชีวิตจริง แค่เหตุการณ์เดียวก็โคตรเครียดแล้วครับ แต่สักพัก คุณจะเริ่มปล่อยวาง เพราะถ้าถามว่าสงสารไหม ใช่ สงสารทุกคน แต่อาจารย์จะสอนไม่ให้เป็นทุกข์เป็นร้อนแทนคนไข้ เอาเป็นว่าผมอวยพรให้มันผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่เจออะไรแบบที่กล่าวมาบ่อยๆก็แล้วกัน

 

ฟ้องร้อง

วิชาหมอที่ป้องกันเรื่องการฟ้องร้อง คือวิชาพวกนิติศาสตร์หรือจริยศาสตร์ทางการแพทย์ จะเป็นแนวทางการดำเนินการรักษาแบบรอบคอบ ฉะนั้น เรื่องนี้มันมีเยอะก็จริง แต่ขอให้เราไม่ประมาท โอกาสที่จะเจอแจกพอตก็จะลดลง

 

ความรู้ท่วมหัว...และท่วมแบบ Commulative

ช่วงปลายปี 3 จะมีการสอบวัดความรู้ (License) เพื่อวัดความรู้ชั้นพรีคลินิก ปีล่าสุดตัดเอา 56% ใครต่ำกว่าก็ตก (รู้สึกจะตัด Mean มั้ง ไม่แน่ใจ) เนื้อหาและข้อสอบก็แปลจากของแพทย์อเมริกาหรือ USMILE ทำให้คนท่องจำข้อสอบไปทำได้เลยก็มีบ่อยๆ แต่ปัจจุบันคนออกข้อสอบเริ่มฉลาดขึ้นกว่าเดิมแล้ว ถ้าตกก็คือนรก เพราะปลายปี 4 ก็จะมีทั้งสอบปกติ แล้วต้องมานั่งอ่านความรู้เก่าๆให้สอบผ่านอีก มีตั้งแต่เคมีอินทรีย์ปี 1 สถิติ กฏหมายเบื้องต้น จนถึงวิชาที่เพิ่งเรียนจบไปหมาดๆ เรียกได้ว่าเก็บทุกรายละเอียด

ปลายปี 6 จะมีสอบ Comprehensive นอกจากจะวัดความรู้ภาคทฤษฎีก็ยังมีภาคปฏิบัติอีก ประมวลความรู้ทั้งหมด 6 ปี แล้วก็จะมีสอบใบประกอบโรคศิลป์ ถ้าผ่านหมดก็โอเค เอา พ.บ.และใบประกอบไปทำงานได้เลย

แต่คุณก็จะไม่ทำงานอย่างเป็นสุขนัก เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีการสอบวัดระดับความรู้ว่า Update คงที่ หรือสูญสลายไปบ้างไหมทุกๆ 2-3 ปี ตลอดชีวิตการทำงานของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ

ฉะนั้น ถ้าคิดว่า ผ่านแล้วโยนทิ้งให้หมดได้ คิดผิด

 

ความสุข

ความสุขของการเป็นหมอคืออะไร...

คุณคิดว่า นิยามคำว่า "ความสุข" ของคุณคืออะไรครับ?

ทำเพื่อคนอื่น หรือทำสิ่งที่ตัวเองรัก?

"ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข"

 

 

คำแนะนำเบื้องต้น

สนุกกับมัน ที่รัก ฉันรู้ว่าคุณทำได้

 

หวังว่าคงเข้าใจเรื่องระบบการศึกษาในคณะแพทย์มากขึ้นนะครับ คนที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ลองพยายามดูครับ อย่างที่บอกว่า การแอดให้ติดหมอไม่ได้ยากเหมือนเดิมแล้ว ขอเพียงชอบและรักมันจริงๆ คุณก็จะผ่าน (นรก) เหล่านี้ไปได้ครับ

หนทางอันยากลำบาก ความสำเร็จที่ตามมาย่อมยิ่งใหญ่

ขอให้สนุกกับการเตรียมตัวเลือกคณะครับ

เคยเขียน "ด้านมืด" นิดๆของการเรียนหมอเอาไว้ที่นี่ (คลิก) และประสบการณ์การเจอคนไข้บางคนไว้ที่นี่ (คลิก) อ่านด้วยนะคะ จ๋าขอ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อยากเรียนหมอ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคิดว่าจะเรียนไหวเหรอ จะติดเหรอ จบมาลำบากขนาดนี้ทนได้เหรอ ?

แต่ไม่มีงานไหนอีกแล้วที่คนมาขอฝากชีวิตให้ ไม่มีงานไหนที่ทำให้คนป่วยเจียนตายยิ้มได้ ไม่มีงานไหนที่คนจะแทบก้มลงกราบ ที่จะเห็นคนร้องไห้ขอบคุณ

ได้ทั้งบุญทั้งความสุขโดยไม่ต้องเข้าวัด(เพราะไม่มีเวลา)

เอนทรี่นี้ติดดาวเลย > <Hot!

#51 By Ku[r]oNe[k]o on 2008-05-18 15:07

อืมมม
ยังไงๆมันก็เป็นอนาคตที่เราเลือกแล้วอ่ะนะ
ต้องทำให้ดีที่สุดต่อไป

ตอนนี้จะปีหนึ่งก้อยังมีเวลาลั่นล๊าอีกเยอะ
big smile

#52 By Akira on 2008-05-18 22:23

confused smile confused smile

เป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ ที่จะเรียนหมอมากเลยค่ะ...
อิอิ แต่ขำเรื่องการเปลี่ยนกันฉีดยาในภาพข้างบนอ่ะ
นึกตามแล้วอารมณ์ดีค่ะ big smile

ขอบคุณนะจ๊ะที่แวะไปเดินป่าที่พรหมโลกด้วยกันใน blog

จะบอกว่า เข้ามาที่นี่แล้วอารมณ์ดีได้จริง ๆ นะนี่ open-mounthed smile

ขอบคุณมากๆครับ เป็นประโยชน์มากๆเลยครับ

#54 By เด็กนอก(คอก) on 2008-05-20 01:37

เห็นด้วย ปีหนึ่งปิดเทอมนานสุดแล้วววT~THot!

#55 By TaLgY on 2008-05-20 08:53

หนทางดูแล้วยากลำบากแต่ก็ท้าทายดี ปีนี้เพื่อนๆเราก็ทยอยจบกันแล้ว ล่าสุดเพื่อนคนหนึ่งก็กลายเป็นอาจารย์ทันทีหลังเรียนจบ(ธรรมดาของคนมีพ่อแม่เป็นอาจารย์หมอ)
จริงๆอ่านดูแล้วชีวิตเราก็คงจะต่างไปจากตอนนี้มาก(อาจจะง่ายขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้)ถ้าหกปีที่แล้วเลือกเรียนหมอ(แหม เจอเอนทรี่นี้ช้าไปแค่หกปีเองนะเรา)...แต่ชีวิตตอนนี้ ให้เปลี่ยนคงไม่เปลี่ยนแล้วcry Hot!
เรียนมาแล้ว จบมาเป็นหมอแล้ว
จะขอบคุณน่ะ ...
เพราะว่า..กำลังท้อเลย
ฟังเพลงแล้วรู้สึกดีจังแฮะ

แต่ถ้าให้กลับไปเลือกใหม่...ก็ยังจะเรียนอยู่ดีแฮะ

#57 By Lapiz (61.7.172.172) on 2008-07-05 19:57

โอ้ย ไม่เม้นไม่ได้แระ

แค่เพลงก็เพราะแระ อ่าๆไป

รู้เลยว่ากว่าจะได้เป็นหมอเนี่ย ลำบากขนาดไหน

เอาเปงว่า เป็นกำลังใจให้นะคับพี่ๆนักศึกษาแพทย์

เด๋วบอลก็จะลองสอบมั่ง

ไม่รู้ว่า อ่านหนังสือระดับแค่เราๆ จะไปสู้กับ

อ่านหนังสือระดับเทพๆได้มั้ย??

ถ้าได้ ภูมิใจมาก

#58 By บอล (202.149.25.241) on 2008-07-20 20:01

โอววว

เจอบล็อคดี ๆ เข้าแล้วสิเรา
...

แหะๆๆ ๆ

ตั้งอนาคตตัวเองเป็นหมอโรคจิตซะด้วย(ฉึก)
แหงะ


จะรอดไหมเนี่ยยยย = =;
sad smile sad smile

#59 By Foxz on 2008-08-01 20:05

Recommend