ไปเรียนหมอกัน ^^
posted on 16 May 2008 22:02 by mingninja in Medicine-Student
เพลง : เปลวเทียน
คนแต่ง คนร้อง : ไม่รู้ ไปถามสถาบันไหนก็อ้างว่าสถาบันของตัวเองแต่งตลอด แปลกจริงๆ
ชื่อ Entry ล่อเป้าอีกแล้วแฮะเรา...
ผมเคยเขียน "ด้านมืด" นิดๆของการเรียนหมอเอาไว้ที่นี่ (คลิก) และประสบการณ์การเจอคนไข้บางคนไว้ที่นี่ (คลิก) แต่ผลจากการแอดมิสชั่นปีล่าสุด ทำให้คิดได้ว่า น่าจะแนะนำคณะของตัวเองสักครั้ง (แบบละเอียดนิดหน่อยก็คงดี)
เสนอ Entry แนะนำการเรียนคณะแพทยศาสตร์แบบละเอียดแต่รวบรัด (ยังไงฟระ)
หมายเหตุ : สีน้ำเงินเป็นความเห็นส่วนตัว จะไม่สนใจก็ได้
การเตรียมตัวก่อนเรียน
ปัจจุบัน คะแนนแอดมิสชั่นของคณะแพทยศาสตร์ไม่สูงเหมือนแต่ก่อน แต่คนก็ไม่แย่งกันเข้าคณะแพทย์เหมือนแต่ก่อนเช่นกัน ฉะนั้น ถ้าอ่านจนจบแล้วคิดว่า ใช่เลยซาร่า ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ก็อย่ากลัวที่จะลองสู้ดูสักตั้ง แต่หมายเหตุไว้ก่อนว่า คุณต้องมีจิตแจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ด้วย เพราะตรวจกันค่อนข้างละเอียด <<<เผื่อจะมีคนหลุดไปเป็นหมอโรคจิตแบบฮันนิบาล แต่จริงๆก็มีคนจิตหงุดเงี้ยว เครียด หรือไม่ชอบขอออกไปก่อนเป็นประจำทุกปี
ปี 1
จะเป็นปีที่มีความสุขที่สุด แม้คุณจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานอย่างมหาศาลจนเพื่อนต่างคณะตะลึงก็ตาม แต่ก็จะมีเวลาว่างพอที่จะไปทำสิ่งที่ชอบได้เยอะ และปิดเทอมยาวที่สุดในรอบ 6 ปี <<<ราวกับเป็นการพักผ่อนครั้งสุดท้ายของชีวิต วิชา พวกนี้ก็มักจะเป็นแคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ สถิติ ภาษา บางมหาวิทยาลัยจะมีวิชาอื่นๆโผล่มา เช่น ม.นเรศวร จะมีวิชาการร้องคอรัส ส่วนของธรรมศาสตร์จะบังคับให้เรียนปรัชญา เป็นต้น
ปี 2 - 3 (Pre-clinic)
ในชั้นพรีคลินิก ระบบการเรียนจะเรียนเป็น Block คือ คุณเรียนวิชา A ก็เรียนแต่วิชานี้ 3 สัปดาห์รวด จบ สอบ ตัดเกรด ต่อด้วยวิชา B อีก 5 สัปดาห์ จบ สอบ ตัดเกรด บางมหาวิทยาลัยอย่าง ม.รังสิตจะมีการสอบทุกวันเสาร์แทน
แต่ละวิชาแต่ละสถาบันก็จะชื่อไม่เหมือนกัน อาจจะเรียนเป็นระบบ (ช่องอก, ช่องท้อง, กระดูก) หรืออาจจะเรียนเป็นวิชา (อนาโตมี, พาโธโลจี, ฟาร์มาโค) โดยหลักๆจะมี
- Anatomy กายวิภาค ตำแหน่ง เส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยง <<<ท่องจำล้วนๆ
- Physiology เป็นการเข้าใจหลักการทำงาน เช่น กลไกที่ก่อให้เกิดความเครียด กลไกการย่อยอาหาร
- Histology การส่องกล้องจุลทรรศน์ ดูเนื้อเยื่อ <<<อันนี้ก็ต้องท่องจำเช่นกัน ว่าเซลล์แบบนี้ชื่ออะไร ทำหน้าที่อะไร
- Pathology คือ การศึกษาความผิดปกติในร่างกาย เช่น เซลล์มะเร็งเป็นเช่นใด เนื้อลำไส้ที่กำลังอักเสบแดงสวยงามขนาดไหน <<<วิชาวิปริต
- Pharmacology ยา
- Embryo พัฒนาการในครรภ์ ตั้งแต่ปฏิสนธิ ว่าหูมายังไง เลนส์ลูกกะตามาจากไหน ทำไมตรงนั้นมีรู ถ้าตรงนี้ไม่พัฒนา รูตัน เด็กจะเป็นยังไง ฯลฯ
- Hemato เลือด เม็ดเลือด ระบบน้ำเหลือง <<<ผมได้เรียนการเจาะเลือดจากวิชานี้แหละ โดยมันต้องผลัดกันเจาะกับเพื่อน มันส์กันเลือดสาด
- Infection การติดเชื้อและการอักเสบ ชื่อเชื้อโรค รูปร่างหน้าตา อาการหลังติดเชื้อ บลาบลาบลา <<<เป็นวิชาที่ชอบที่สุด เพราะชื่อวิทยาศาสตร์จะจำง่ายกว่าชื่อเส้นเลือด
- Neurology สมองและประสาท เป็นวิชาที่ซับซ้อน ยาก และเรียนกันยาวนาน <<<ถ้าได้ C มานี่ไม่ต้องผุดเกิดกันเลยทีเดียว ของผมตัวนี้มีค่า 8 หน่วยกิต
- Endocrine ฮอร์โมน วัฏจักรเมนส์
- อื่นๆ เช่น Toxicology (พิษวิทยา) Genetic (พันธุศาสตร์) ฯลฯ
โปรดสังเกตว่า ทุกวิชาจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี อาจมีปฏิบัติบ้าง เช่น อนาโตมี (ของ ม.สงขลาฯ จะเรียนจาก CD โดยไม่ต้องผ่าร่างอาจารย์ใหญ่) ซึ่งหลายครั้งที่ผู้สอนเป็น Specialist จากสาขานั้นๆ <<<อย่าง Toxic นี่ เอา ดร.ที่เรียนมาเกือบ 10 ปีมาสอนตูให้จบภายใน 2 ชม. จะอัดเนื้อหาไปถึงไหน ออกสอบ 4 ข้อยังกะจะให้ต่อโทสาขายาพิษ
วิชาทั้งหมดจะอัดใน 2 ปี เหมือนเป็นการปูพื้นฐานความร้ก่อนขึ้นคลินิก ถ้าคิดว่าเยอะ หนักสมอง ชั้นคลินิกจะทั้งหนักสมองและเหนื่อยกายอีตะหาก ลองอ่านดู <<<แต่ผมเองสนุกกับวิชาพรีคลินิกมากกว่านะ
ถ้าถามผมว่าแพทย์ที่ไหนที่เรียนได้ "แนว" หรือเมามันส์+แน่นแฟ้นกันสุดๆ ตอบแบบไม่อคติผมให้รามาฯแฮะ ที่นี่มีหลายอย่างที่ไม่ค่อยเจอในสถาบันอื่นครับ
PBL และ SDL
PBL หรือ Problem Base Learning คือการเรียนแบบเข้ากลุ่ม มี Scenario มาให้ เป็นคนไข้ในเศษกระดาษ อ่านแล้วก็ตั้งปัญหา ถกกันว่า อีตานี่มีปัญหาอะไร เกิดจากโรคอะไรบ้าง แก้ไขยังไง ถ้ามีอะไรไม่รู้ก็ต้องไปค้นคว้ามาตอบตอนปิด Scene โดยมีอาจารย์นั่งดู (ย้ำว่า ดู ไม่ใช่สอน) และให้คะแนน <<<แปล ง่ายๆแบบไร้หัวคิดคือ วิชาละครทางการแพทย์ คนมีความรู้มากจะชอบโวยวายหรือไม่ก็เงียบไปเลยและได้คะแนนน้อย คนที่พูดตามพิธีตามระบบจะได้คะแนนเต็ม
SDL หรือ Self-Directed Learning คือการเรียนแบบอาจารย์โยนเนื้อหามาให้ ว่ามีหัวข้อแบบนี้ๆ แล้วนักเรียนก็ไปหาอ่านเอาเอง จะลึกแค่ไหนก็ตามใจ ทำข้อสอบให้ได้แล้วกัน การเรียนแบบนี้มีข้อดีคือ เวลาว่างเยอะ ไม่ต้องเลกเชอร์ท่องจำ เรียนแบบเลียนแบบเมืองนอก <<<ซึ่งนักเรียนไทยก็มักจะใช้ชั่วโมง SDL นี้ไปเที่ยวหรือ Sleep Deep Long มากกว่า
ปัจจุบันสถาบันแพทย์หลายที่ใช้ 2 ระบบนี้ แต่บางที่ก็ไม่เอาแล้ว ในหมู่นักเรียนก็มีทั้งประเภท "ชอบถก" และ "ชอบจด" ก็จะแบ่งเป็น 2 ขั้ว เหมือนฝ่ายค้านทะเลาะกับรัฐบาลเลยเชียว
เรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์
ต้งแต่ปี 3 เป็นต้นไป หากคุณรู้สึกว่า ไม่ไหว อยากหยุด ฉันมันแย่ ฉันแพ้ปี 4 คุณก็เรียนวิชาพิเศษอีกตัวสองตัวแล้วขอจบก่อน เอาวุฒิ วท.บ.ไปได้เลยโดยไม่ต้องซิ่ว เป็นไม่กี่คณะที่ได้รับอภิสิทธิ์แบบนี้
ปี 4-5-6 (Clinic)
การเรียนจะคล้ายๆ Block แต่จะเรียนเป็นวอร์ด มี 4 วอร์ดหลักคือ
สูตินรีเวช - วิชาเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิงท้อง ทำคลอด การตั้งครรภ์ ผดุงครรภ์ บลาบลาบลา
ศัลยศาสตร์ - การผ่าตัด ตกแต่ง <<<แพทย์พระมงกฏจะโดดเด่นมากๆ
อายุรศาสตร์ - หรือ General Medicine คือ ผู้ป่วยท้งหมดที่อายุ 15 ปี 1 วันขึ้นไป
กุมารเวชศาสตร์ - ผู้ป่วยที่อายุ 15 ปีลงมา
ทั้ง 3 ปีจะเรียน 4 วอร์ดนี้ ปี 4 ก็จะเรียนตามวอร์ด 4 วอร์ดตลอดปี สูติ ศัลย์ Med เด็ก หรือ เทอมละ 2 วิชา (ฟังดูน้อยใช่ไหม) ปี 5 จะใช้เกรดปี 4 มาขอโควต้าวิชาเฉพาะพวก โรคผิวหนง โรคไต ฯฯ คือถ้าเกรดไม่สวยก็อดเรียน มีการเรียนวิจัยและวิชากฏหมายด้วย<<<วิจัยของจุฬา/ศิริราชจะอลังการมาก ปี 6 มีออกชุมชน และเรียนพวกการบริหาร รพ.
ศัพท์เรียนหมอ
แพทย์ชนบท - แพทย์ในโครงการทุนแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดภาคกลาง ภาคเหนือ เป็นต้น
New Tract -
ผู้ที่จบปริญญาตรีโดยมีเกรดของวิชาสายวิทยาศาสตร์ตามกำหนดจะสามารถลงสอบ
เรียนแพทย์ได้ ถ้าสอบผ่านจะได้เรียนแพทย์แค่ 5 ปี ตัดปี 1 ทิ้งไป
แพทย์ทางเลือก - แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน คือแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน
Extern - แพทย์ปี 6 ฝึกงาน
ราววอร์ด - Around Ward เดินดูคนไข้ในวอร์ดของตัวเอง
อยู่เวร - อยู่เวรอยู่กรรม ก็คือการค้างคืนในวอร์ดนั้น นั่งทำงานโต้รุ่ง เขียนรายงานก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีงานตลอด
แพทย์ใช้ทุน - Intern แพทย์ที่จบปี 6 จะยังทำงานอิสระไม่ได้ ต้องทำงานใช้ทุนให้รัฐบาลก่อน 2 ปีถึง 10 ปีตามแต่เงื่อนไขของทุน <<<แน่
นอนว่า ย่อมมีการโยนเงินชดใช้แทนเหมือนการเกณฑ์ทหารได้
เพื่อที่จะได้ทำงานอิสระเร็วๆ ค่าธรรมเนียมก็มีตั้งแต่ 60000 ถึง 4 ล้าน
หมอใหญ่ - แพทย์ที่จบปริญญาแล้ว
แพทย์เฉพาะทาง - เมื่อคุณจบหมอ คุณจะเป็น General Doctor
คือหมอทั่วๆไป แต่คุณอาจจะไปลงเรียนเฉพาะทางต่อ เช่น
ไปลงเรียนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ซึ่งเราจะเรียกว่า แพทย์ประจำบ้าน
หรือ Resident (Evil)
ฉะนั้น หลังแอดมิสชั่น ก็จะเรียนไป 6 ปี ถ้ามีเรียนซ้ำ ก็ซ้ำได้สูงสุด 12 ปี แล้วก็ใช้ทุน 2-5 ปี เรียนต่อเฉพาะทางอีกราวๆ 2-3 ปี บางคนเป็น New Tract ก็เรียน+ฝึกงานมาแล้วราวๆ 6-7 ปี...
รู้รึยังครับว่าทำไมหมอหนุ่มๆไม่ค่อยมี
เวลา
ปี 1 คือเวลาเที่ยว Pre-clinic คือเวลาเรียน Clinic คือเวลานอนสำคัญกว่าเวลากิน ทำไม? ชีวิตประจำวันของคุณในช่วง 3 ปีนี้จะเป็น เริ่มเรียน 7 โมง (หรือ 6 โมง) ราววอร์ด/เรียนจนเย็น (6 โมง หรือ เที่ยงคืน) และทุกๆ 3-4 วันคุณก็จะได้อยู่เวร (อดนอนทั้งคืน) แต่รับรองว่า จบไปเป็นหมอไม่ลำบากเท่าเวลาเรียนหรอกครับ ลำบากสุดๆแค่ 3 ปีนี่แหละ
ความเชื่อ ความตาย
คุณจะอยู่ใกล้ชิดกับความตายจนไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม... คุณลดความขยะัขยงเลือดและเนื้อเยื่อของคนอื่น... ระหว่างเข้าเวรความกลัวของคุณอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปก็ได้ อันนี้แต่ละที่ความเฮี้ยนและประสบการณ์ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆเล็กน้อย
- ระหว่างทำคลอด หัวเด็กขาดออกมาเพราะเด็กตายตั้งแต่ในครรภ์
- เพื่อนทิ้งงานมหาศาลไว้ให้ต้องราววอร์ดคนเดียวจนถึงเที่ยงคืน วันนั้นมีคนไข้เสียชีวิตอยู่เตียงข้างๆ
- คนไข้เครียดหนัก กระโดดตึกออกไปให้เห็นต่อหน้าต่อตา
- แม้แต่ชั้นพรีคลินิก ก็ยังมีคนผ่าอาจารย์ใหญ่จนถึงเวลาตึกปิดมาแล้ว
ในชีวิตจริง แค่เหตุการณ์เดียวก็โคตรเครียดแล้วครับ แต่สักพัก คุณจะเริ่มปล่อยวาง เพราะถ้าถามว่าสงสารไหม ใช่ สงสารทุกคน แต่อาจารย์จะสอนไม่ให้เป็นทุกข์เป็นร้อนแทนคนไข้ เอาเป็นว่าผมอวยพรให้มันผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่เจออะไรแบบที่กล่าวมาบ่อยๆก็แล้วกัน
ฟ้องร้อง
วิชาหมอที่ป้องกันเรื่องการฟ้องร้อง คือวิชาพวกนิติศาสตร์หรือจริยศาสตร์ทางการแพทย์ จะเป็นแนวทางการดำเนินการรักษาแบบรอบคอบ ฉะนั้น เรื่องนี้มันมีเยอะก็จริง แต่ขอให้เราไม่ประมาท โอกาสที่จะเจอแจกพอตก็จะลดลง
ความรู้ท่วมหัว...และท่วมแบบ Commulative
ช่วงปลายปี 3 จะมีการสอบวัดความรู้ (License) เพื่อวัดความรู้ชั้นพรีคลินิก ปีล่าสุดตัดเอา 56% ใครต่ำกว่าก็ตก (รู้สึกจะตัด Mean มั้ง ไม่แน่ใจ) เนื้อหาและข้อสอบก็แปลจากของแพทย์อเมริกาหรือ USMILE ทำให้คนท่องจำข้อสอบไปทำได้เลยก็มีบ่อยๆ แต่ปัจจุบันคนออกข้อสอบเริ่มฉลาดขึ้นกว่าเดิมแล้ว ถ้าตกก็คือนรก เพราะปลายปี 4 ก็จะมีทั้งสอบปกติ แล้วต้องมานั่งอ่านความรู้เก่าๆให้สอบผ่านอีก มีตั้งแต่เคมีอินทรีย์ปี 1 สถิติ กฏหมายเบื้องต้น จนถึงวิชาที่เพิ่งเรียนจบไปหมาดๆ เรียกได้ว่าเก็บทุกรายละเอียด
ปลายปี 6 จะมีสอบ Comprehensive นอกจากจะวัดความรู้ภาคทฤษฎีก็ยังมีภาคปฏิบัติอีก ประมวลความรู้ทั้งหมด 6 ปี แล้วก็จะมีสอบใบประกอบโรคศิลป์ ถ้าผ่านหมดก็โอเค เอา พ.บ.และใบประกอบไปทำงานได้เลย
แต่คุณก็จะไม่ทำงานอย่างเป็นสุขนัก เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีการสอบวัดระดับความรู้ว่า Update คงที่ หรือสูญสลายไปบ้างไหมทุกๆ 2-3 ปี ตลอดชีวิตการทำงานของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ
ฉะนั้น ถ้าคิดว่า ผ่านแล้วโยนทิ้งให้หมดได้ คิดผิด
ความสุข
ความสุขของการเป็นหมอคืออะไร...
คุณคิดว่า นิยามคำว่า "ความสุข" ของคุณคืออะไรครับ?
ทำเพื่อคนอื่น หรือทำสิ่งที่ตัวเองรัก?
"ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข"
คำแนะนำเบื้องต้น
สนุกกับมัน ที่รัก ฉันรู้ว่าคุณทำได้
หวังว่าคงเข้าใจเรื่องระบบการศึกษาในคณะแพทย์มากขึ้นนะครับ คนที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ลองพยายามดูครับ อย่างที่บอกว่า การแอดให้ติดหมอไม่ได้ยากเหมือนเดิมแล้ว ขอเพียงชอบและรักมันจริงๆ คุณก็จะผ่าน (นรก) เหล่านี้ไปได้ครับ
หนทางอันยากลำบาก ความสำเร็จที่ตามมาย่อมยิ่งใหญ่
ขอให้สนุกกับการเตรียมตัวเลือกคณะครับ
เคยเขียน "ด้านมืด" นิดๆของการเรียนหมอเอาไว้ที่นี่ (คลิก) และประสบการณ์การเจอคนไข้บางคนไว้ที่นี่ (คลิก) อ่านด้วยนะคะ จ๋าขอ...



แต่ไม่มีงานไหนอีกแล้วที่คนมาขอฝากชีวิตให้ ไม่มีงานไหนที่ทำให้คนป่วยเจียนตายยิ้มได้ ไม่มีงานไหนที่คนจะแทบก้มลงกราบ ที่จะเห็นคนร้องไห้ขอบคุณ
ได้ทั้งบุญทั้งความสุขโดยไม่ต้องเข้าวัด(เพราะไม่มีเวลา)
เอนทรี่นี้ติดดาวเลย > <
#51 By Ku[r]oNe[k]o on 2008-05-18 15:07