ไปเรียนหมอกัน ^^

posted on 16 May 2008 22:02 by mingninja  in Medicine-Student

เพลง : เปลวเทียน
คนแต่ง คนร้อง : ไม่รู้ ไปถามสถาบันไหนก็อ้างว่าสถาบันของตัวเองแต่งตลอด แปลกจริงๆ

ชื่อ Entry ล่อเป้าอีกแล้วแฮะเรา...

ผมเคยเขียน "ด้านมืด" นิดๆของการเรียนหมอเอาไว้ที่นี่ (คลิก) และประสบการณ์การเจอคนไข้บางคนไว้ที่นี่ (คลิก) แต่ผลจากการแอดมิสชั่นปีล่าสุด ทำให้คิดได้ว่า น่าจะแนะนำคณะของตัวเองสักครั้ง (แบบละเอียดนิดหน่อยก็คงดี)

เสนอ Entry แนะนำการเรียนคณะแพทยศาสตร์แบบละเอียดแต่รวบรัด (ยังไงฟระ)

หมายเหตุ : สีน้ำเงินเป็นความเห็นส่วนตัว จะไม่สนใจก็ได้

 

การเตรียมตัวก่อนเรียน

ปัจจุบัน คะแนนแอดมิสชั่นของคณะแพทยศาสตร์ไม่สูงเหมือนแต่ก่อน แต่คนก็ไม่แย่งกันเข้าคณะแพทย์เหมือนแต่ก่อนเช่นกัน ฉะนั้น ถ้าอ่านจนจบแล้วคิดว่า ใช่เลยซาร่า ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ก็อย่ากลัวที่จะลองสู้ดูสักตั้ง แต่หมายเหตุไว้ก่อนว่า คุณต้องมีจิตแจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ด้วย เพราะตรวจกันค่อนข้างละเอียด <<<เผื่อจะมีคนหลุดไปเป็นหมอโรคจิตแบบฮันนิบาล แต่จริงๆก็มีคนจิตหงุดเงี้ยว เครียด หรือไม่ชอบขอออกไปก่อนเป็นประจำทุกปี

 

ปี 1

จะเป็นปีที่มีความสุขที่สุด แม้คุณจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานอย่างมหาศาลจนเพื่อนต่างคณะตะลึงก็ตาม แต่ก็จะมีเวลาว่างพอที่จะไปทำสิ่งที่ชอบได้เยอะ และปิดเทอมยาวที่สุดในรอบ 6 ปี <<<ราวกับเป็นการพักผ่อนครั้งสุดท้ายของชีวิต วิชา พวกนี้ก็มักจะเป็นแคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ สถิติ ภาษา บางมหาวิทยาลัยจะมีวิชาอื่นๆโผล่มา เช่น ม.นเรศวร จะมีวิชาการร้องคอรัส ส่วนของธรรมศาสตร์จะบังคับให้เรียนปรัชญา เป็นต้น

 

ปี 2 - 3 (Pre-clinic)

ในชั้นพรีคลินิก ระบบการเรียนจะเรียนเป็น Block คือ คุณเรียนวิชา A ก็เรียนแต่วิชานี้ 3 สัปดาห์รวด จบ สอบ ตัดเกรด ต่อด้วยวิชา B อีก 5 สัปดาห์ จบ สอบ ตัดเกรด บางมหาวิทยาลัยอย่าง ม.รังสิตจะมีการสอบทุกวันเสาร์แทน

แต่ละวิชาแต่ละสถาบันก็จะชื่อไม่เหมือนกัน อาจจะเรียนเป็นระบบ (ช่องอก, ช่องท้อง, กระดูก) หรืออาจจะเรียนเป็นวิชา (อนาโตมี, พาโธโลจี, ฟาร์มาโค) โดยหลักๆจะมี

- Anatomy กายวิภาค ตำแหน่ง เส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยง <<<ท่องจำล้วนๆ
- Physiology เป็นการเข้าใจหลักการทำงาน เช่น กลไกที่ก่อให้เกิดความเครียด กลไกการย่อยอาหาร
- Histology การส่องกล้องจุลทรรศน์ ดูเนื้อเยื่อ <<<อันนี้ก็ต้องท่องจำเช่นกัน ว่าเซลล์แบบนี้ชื่ออะไร ทำหน้าที่อะไร
- Pathology คือ การศึกษาความผิดปกติในร่างกาย เช่น เซลล์มะเร็งเป็นเช่นใด เนื้อลำไส้ที่กำลังอักเสบแดงสวยงามขนาดไหน <<<วิชาวิปริต
- Pharmacology ยา
- Embryo พัฒนาการในครรภ์ ตั้งแต่ปฏิสนธิ ว่าหูมายังไง เลนส์ลูกกะตามาจากไหน ทำไมตรงนั้นมีรู ถ้าตรงนี้ไม่พัฒนา รูตัน เด็กจะเป็นยังไง ฯลฯ
- Hemato เลือด เม็ดเลือด ระบบน้ำเหลือง <<<ผมได้เรียนการเจาะเลือดจากวิชานี้แหละ โดยมันต้องผลัดกันเจาะกับเพื่อน มันส์กันเลือดสาด
- Infection การติดเชื้อและการอักเสบ ชื่อเชื้อโรค รูปร่างหน้าตา อาการหลังติดเชื้อ บลาบลาบลา <<<เป็นวิชาที่ชอบที่สุด เพราะชื่อวิทยาศาสตร์จะจำง่ายกว่าชื่อเส้นเลือด
- Neurology สมองและประสาท เป็นวิชาที่ซับซ้อน ยาก และเรียนกันยาวนาน <<<ถ้าได้ C มานี่ไม่ต้องผุดเกิดกันเลยทีเดียว ของผมตัวนี้มีค่า 8 หน่วยกิต
- Endocrine ฮอร์โมน วัฏจักรเมนส์
- อื่นๆ เช่น Toxicology (พิษวิทยา) Genetic (พันธุศาสตร์) ฯลฯ

โปรดสังเกตว่า ทุกวิชาจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี อาจมีปฏิบัติบ้าง เช่น อนาโตมี (ของ ม.สงขลาฯ จะเรียนจาก CD โดยไม่ต้องผ่าร่างอาจารย์ใหญ่) ซึ่งหลายครั้งที่ผู้สอนเป็น Specialist จากสาขานั้นๆ <<<อย่าง Toxic นี่ เอา ดร.ที่เรียนมาเกือบ 10 ปีมาสอนตูให้จบภายใน 2 ชม. จะอัดเนื้อหาไปถึงไหน ออกสอบ 4 ข้อยังกะจะให้ต่อโทสาขายาพิษ

วิชาทั้งหมดจะอัดใน 2 ปี เหมือนเป็นการปูพื้นฐานความร้ก่อนขึ้นคลินิก ถ้าคิดว่าเยอะ หนักสมอง ชั้นคลินิกจะทั้งหนักสมองและเหนื่อยกายอีตะหาก ลองอ่านดู <<<แต่ผมเองสนุกกับวิชาพรีคลินิกมากกว่านะ

ถ้าถามผมว่าแพทย์ที่ไหนที่เรียนได้ "แนว" หรือเมามันส์+แน่นแฟ้นกันสุดๆ ตอบแบบไม่อคติผมให้รามาฯแฮะ ที่นี่มีหลายอย่างที่ไม่ค่อยเจอในสถาบันอื่นครับ

 

PBL และ SDL

PBL หรือ Problem Base Learning คือการเรียนแบบเข้ากลุ่ม มี Scenario มาให้ เป็นคนไข้ในเศษกระดาษ อ่านแล้วก็ตั้งปัญหา ถกกันว่า อีตานี่มีปัญหาอะไร เกิดจากโรคอะไรบ้าง แก้ไขยังไง ถ้ามีอะไรไม่รู้ก็ต้องไปค้นคว้ามาตอบตอนปิด Scene โดยมีอาจารย์นั่งดู (ย้ำว่า ดู ไม่ใช่สอน) และให้คะแนน <<<แปล ง่ายๆแบบไร้หัวคิดคือ วิชาละครทางการแพทย์ คนมีความรู้มากจะชอบโวยวายหรือไม่ก็เงียบไปเลยและได้คะแนนน้อย คนที่พูดตามพิธีตามระบบจะได้คะแนนเต็ม

SDL หรือ Self-Directed Learning คือการเรียนแบบอาจารย์โยนเนื้อหามาให้ ว่ามีหัวข้อแบบนี้ๆ แล้วนักเรียนก็ไปหาอ่านเอาเอง จะลึกแค่ไหนก็ตามใจ ทำข้อสอบให้ได้แล้วกัน การเรียนแบบนี้มีข้อดีคือ เวลาว่างเยอะ ไม่ต้องเลกเชอร์ท่องจำ เรียนแบบเลียนแบบเมืองนอก <<<ซึ่งนักเรียนไทยก็มักจะใช้ชั่วโมง SDL นี้ไปเที่ยวหรือ Sleep Deep Long มากกว่า

ปัจจุบันสถาบันแพทย์หลายที่ใช้ 2 ระบบนี้ แต่บางที่ก็ไม่เอาแล้ว ในหมู่นักเรียนก็มีทั้งประเภท "ชอบถก" และ "ชอบจด" ก็จะแบ่งเป็น 2 ขั้ว เหมือนฝ่ายค้านทะเลาะกับรัฐบาลเลยเชียว

 

เรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์

ต้งแต่ปี 3 เป็นต้นไป หากคุณรู้สึกว่า ไม่ไหว อยากหยุด ฉันมันแย่ ฉันแพ้ปี 4 คุณก็เรียนวิชาพิเศษอีกตัวสองตัวแล้วขอจบก่อน เอาวุฒิ วท.บ.ไปได้เลยโดยไม่ต้องซิ่ว เป็นไม่กี่คณะที่ได้รับอภิสิทธิ์แบบนี้

 

ปี 4-5-6 (Clinic)

การเรียนจะคล้ายๆ Block แต่จะเรียนเป็นวอร์ด มี 4 วอร์ดหลักคือ

สูตินรีเวช - วิชาเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิงท้อง ทำคลอด การตั้งครรภ์ ผดุงครรภ์ บลาบลาบลา
ศัลยศาสตร์ - การผ่าตัด ตกแต่ง <<<แพทย์พระมงกฏจะโดดเด่นมากๆ
อายุรศาสตร์ - หรือ General Medicine คือ ผู้ป่วยท้งหมดที่อายุ 15 ปี 1 วันขึ้นไป
กุมารเวชศาสตร์ - ผู้ป่วยที่อายุ 15 ปีลงมา

ทั้ง 3 ปีจะเรียน 4 วอร์ดนี้ ปี 4 ก็จะเรียนตามวอร์ด 4 วอร์ดตลอดปี สูติ ศัลย์ Med เด็ก หรือ เทอมละ 2 วิชา (ฟังดูน้อยใช่ไหม) ปี 5 จะใช้เกรดปี 4 มาขอโควต้าวิชาเฉพาะพวก โรคผิวหนง โรคไต ฯฯ คือถ้าเกรดไม่สวยก็อดเรียน มีการเรียนวิจัยและวิชากฏหมายด้วย<<<วิจัยของจุฬา/ศิริราชจะอลังการมาก ปี 6 มีออกชุมชน และเรียนพวกการบริหาร รพ.

 

ศัพท์เรียนหมอ

แพทย์ชนบท - แพทย์ในโครงการทุนแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดภาคกลาง ภาคเหนือ เป็นต้น
New Tract - ผู้ที่จบปริญญาตรีโดยมีเกรดของวิชาสายวิทยาศาสตร์ตามกำหนดจะสามารถลงสอบ เรียนแพทย์ได้ ถ้าสอบผ่านจะได้เรียนแพทย์แค่ 5 ปี ตัดปี 1 ทิ้งไป
แพทย์ทางเลือก - แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน คือแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน
Extern - แพทย์ปี 6 ฝึกงาน
ราววอร์ด - Around Ward เดินดูคนไข้ในวอร์ดของตัวเอง
อยู่เวร - อยู่เวรอยู่กรรม ก็คือการค้างคืนในวอร์ดนั้น นั่งทำงานโต้รุ่ง เขียนรายงานก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีงานตลอด
แพทย์ใช้ทุน - Intern แพทย์ที่จบปี 6 จะยังทำงานอิสระไม่ได้ ต้องทำงานใช้ทุนให้รัฐบาลก่อน 2 ปีถึง 10 ปีตามแต่เงื่อนไขของทุน <<<แน่ นอนว่า ย่อมมีการโยนเงินชดใช้แทนเหมือนการเกณฑ์ทหารได้ เพื่อที่จะได้ทำงานอิสระเร็วๆ ค่าธรรมเนียมก็มีตั้งแต่ 60000 ถึง 4 ล้าน
หมอใหญ่ - แพทย์ที่จบปริญญาแล้ว
แพทย์เฉพาะทาง - เมื่อคุณจบหมอ คุณจะเป็น General Doctor คือหมอทั่วๆไป แต่คุณอาจจะไปลงเรียนเฉพาะทางต่อ เช่น ไปลงเรียนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ซึ่งเราจะเรียกว่า แพทย์ประจำบ้าน หรือ Resident (Evil)

ฉะนั้น หลังแอดมิสชั่น ก็จะเรียนไป 6 ปี ถ้ามีเรียนซ้ำ ก็ซ้ำได้สูงสุด 12 ปี แล้วก็ใช้ทุน 2-5 ปี เรียนต่อเฉพาะทางอีกราวๆ 2-3 ปี บางคนเป็น New Tract ก็เรียน+ฝึกงานมาแล้วราวๆ 6-7 ปี...

รู้รึยังครับว่าทำไมหมอหนุ่มๆไม่ค่อยมี


 

เวลา

ปี 1 คือเวลาเที่ยว Pre-clinic คือเวลาเรียน Clinic คือเวลานอนสำคัญกว่าเวลากิน ทำไม? ชีวิตประจำวันของคุณในช่วง 3 ปีนี้จะเป็น เริ่มเรียน 7 โมง (หรือ 6 โมง) ราววอร์ด/เรียนจนเย็น (6 โมง หรือ เที่ยงคืน) และทุกๆ 3-4 วันคุณก็จะได้อยู่เวร (อดนอนทั้งคืน) แต่รับรองว่า จบไปเป็นหมอไม่ลำบากเท่าเวลาเรียนหรอกครับ ลำบากสุดๆแค่ 3 ปีนี่แหละ

 

ความเชื่อ ความตาย

คุณจะอยู่ใกล้ชิดกับความตายจนไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม... คุณลดความขยะัขยงเลือดและเนื้อเยื่อของคนอื่น... ระหว่างเข้าเวรความกลัวของคุณอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปก็ได้ อันนี้แต่ละที่ความเฮี้ยนและประสบการณ์ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆเล็กน้อย

- ระหว่างทำคลอด หัวเด็กขาดออกมาเพราะเด็กตายตั้งแต่ในครรภ์
- เพื่อนทิ้งงานมหาศาลไว้ให้ต้องราววอร์ดคนเดียวจนถึงเที่ยงคืน วันนั้นมีคนไข้เสียชีวิตอยู่เตียงข้างๆ
- คนไข้เครียดหนัก กระโดดตึกออกไปให้เห็นต่อหน้าต่อตา
- แม้แต่ชั้นพรีคลินิก ก็ยังมีคนผ่าอาจารย์ใหญ่จนถึงเวลาตึกปิดมาแล้ว

ในชีวิตจริง แค่เหตุการณ์เดียวก็โคตรเครียดแล้วครับ แต่สักพัก คุณจะเริ่มปล่อยวาง เพราะถ้าถามว่าสงสารไหม ใช่ สงสารทุกคน แต่อาจารย์จะสอนไม่ให้เป็นทุกข์เป็นร้อนแทนคนไข้ เอาเป็นว่าผมอวยพรให้มันผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่เจออะไรแบบที่กล่าวมาบ่อยๆก็แล้วกัน

 

ฟ้องร้อง

วิชาหมอที่ป้องกันเรื่องการฟ้องร้อง คือวิชาพวกนิติศาสตร์หรือจริยศาสตร์ทางการแพทย์ จะเป็นแนวทางการดำเนินการรักษาแบบรอบคอบ ฉะนั้น เรื่องนี้มันมีเยอะก็จริง แต่ขอให้เราไม่ประมาท โอกาสที่จะเจอแจกพอตก็จะลดลง

 

ความรู้ท่วมหัว...และท่วมแบบ Commulative

ช่วงปลายปี 3 จะมีการสอบวัดความรู้ (License) เพื่อวัดความรู้ชั้นพรีคลินิก ปีล่าสุดตัดเอา 56% ใครต่ำกว่าก็ตก (รู้สึกจะตัด Mean มั้ง ไม่แน่ใจ) เนื้อหาและข้อสอบก็แปลจากของแพทย์อเมริกาหรือ USMILE ทำให้คนท่องจำข้อสอบไปทำได้เลยก็มีบ่อยๆ แต่ปัจจุบันคนออกข้อสอบเริ่มฉลาดขึ้นกว่าเดิมแล้ว ถ้าตกก็คือนรก เพราะปลายปี 4 ก็จะมีทั้งสอบปกติ แล้วต้องมานั่งอ่านความรู้เก่าๆให้สอบผ่านอีก มีตั้งแต่เคมีอินทรีย์ปี 1 สถิติ กฏหมายเบื้องต้น จนถึงวิชาที่เพิ่งเรียนจบไปหมาดๆ เรียกได้ว่าเก็บทุกรายละเอียด

ปลายปี 6 จะมีสอบ Comprehensive นอกจากจะวัดความรู้ภาคทฤษฎีก็ยังมีภาคปฏิบัติอีก ประมวลความรู้ทั้งหมด 6 ปี แล้วก็จะมีสอบใบประกอบโรคศิลป์ ถ้าผ่านหมดก็โอเค เอา พ.บ.และใบประกอบไปทำงานได้เลย

แต่คุณก็จะไม่ทำงานอย่างเป็นสุขนัก เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีการสอบวัดระดับความรู้ว่า Update คงที่ หรือสูญสลายไปบ้างไหมทุกๆ 2-3 ปี ตลอดชีวิตการทำงานของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ

ฉะนั้น ถ้าคิดว่า ผ่านแล้วโยนทิ้งให้หมดได้ คิดผิด

 

ความสุข

ความสุขของการเป็นหมอคืออะไร...

คุณคิดว่า นิยามคำว่า "ความสุข" ของคุณคืออะไรครับ?

ทำเพื่อคนอื่น หรือทำสิ่งที่ตัวเองรัก?

"ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข"

 

 

คำแนะนำเบื้องต้น

สนุกกับมัน ที่รัก ฉันรู้ว่าคุณทำได้

 

หวังว่าคงเข้าใจเรื่องระบบการศึกษาในคณะแพทย์มากขึ้นนะครับ คนที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ลองพยายามดูครับ อย่างที่บอกว่า การแอดให้ติดหมอไม่ได้ยากเหมือนเดิมแล้ว ขอเพียงชอบและรักมันจริงๆ คุณก็จะผ่าน (นรก) เหล่านี้ไปได้ครับ

หนทางอันยากลำบาก ความสำเร็จที่ตามมาย่อมยิ่งใหญ่

ขอให้สนุกกับการเตรียมตัวเลือกคณะครับ

เคยเขียน "ด้านมืด" นิดๆของการเรียนหมอเอาไว้ที่นี่ (คลิก) และประสบการณ์การเจอคนไข้บางคนไว้ที่นี่ (คลิก) อ่านด้วยนะคะ จ๋าขอ...

ตอนนี้ pharm กำลังกินหัว

เมื่อไรจะจบโมดูลนี้หนอ T^T

"เปลวเทียนน้อยๆ ในค่ำคืนไม่มีแสง
เปลวเทียนน้อยๆ แม้ลมแรง ไม่หวั่นไหว
เพื่อคนมากมาย เพื่อโรคร้ายได้สิ้นไป
เพื่อชีวิตที่ฝากไว้ในมือเธอ"

จะพยายามจบออกมาเป็นหมอที่ดีคนหนึ่งค่ะ~

#1 By Risuki-666 on 2008-05-16 22:08

"ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข"

ชอบคำนี้มากมาย confused smile

#2 By natsuki on 2008-05-16 22:12

ขอบคุณมากๆครับ
ตอนนี้กำลังจะเป็น Freshy med psu เอิ้กๆ
อ่านคำแนะนำแล้ว จะเอาไปประยุกต์ครับ
รับทราบ!!!open-mounthed smile

#3 By ::~BilNZ~:: on 2008-05-16 22:15

Hot! Hot! Hot!

เกลียด physio, neuro,pharmaco อะพี่ ฟิสิโอแบบ..C+ ไรเงี้ย เซ็งโคตร...

แต่เตยว่าเรียนแบบ PBL สนุกดีอ่ะ ได้เจอเพื่อนๆจากต่างคณะ สนิทกับเพื่อนต่างคณะดี(ของเตยเรียนกับ หมอ กทม. กะหมอพระบรมราชชนก

ขึ้นปี 3 ไ่ม่รู้จะเป็นไง..เฮ่อ สอบคอมพรีจะรอดมั้ย อร๊ายยย

ปล. หมอรามาหน้าตาดี กร๊ากกกกกกกกกกกส์

#4 By ชาเขียวaddict on 2008-05-16 22:17

#4 เกลียด Embryo สอนแทบตายออกมา 2 ข้อ

#5 By on 2008-05-16 22:20

ได้อ่านแนะแนวตอนกำลังจะขึ้นปี 2 นี่ช้าไปไหมพี่หมอ (ฮา)

อย่างพีคงเรียน"แพศยาศาสตร์"กับ"เทคนิคการจับแพทย์ "รุ่งกว่า เอิ้กopen-mounthed smile

(//หลบรองเท้าพี่หมอบิน ฟิ้ววว)

#6 By -JpNc- on 2008-05-16 22:21

Hot!

ม.6 พอดีเลยค่ะ ได้อ่านแนะแนวก่อน ก็ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดีว่าจะสู้ดีมั้ยsad smile

#7 By เป็ดเน่า!! on 2008-05-16 22:47

แค่อ่านยังเหนื่อยsad smile

#8 By wesong on 2008-05-16 23:04

,,ระหว่างทำคลอด หัวเด็กขาดออกมาเพราะเด็กตายตั้งแต่ในครรภ์,,
,,คนไข้เครียดหนัก กระโดดตึกออกไปให้เห็นต่อหน้าต่อตา,,
T_____T

ก้อยคงเรียนหมอไม่ได้
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาจริงๆ
ก้อยคงจะช็อคไปเลย


คำแนะนำเบื้องต้นของคุณน่ารักมากค่ะ
^^

,,สนุกกับมัน ที่รัก ฉันรู้ว่าคุณทำได้,,


#9 By Sana_by_lllmukoilll on 2008-05-16 23:11

โอ้....
ภาษาปะกิดทั้งนั้น...อ๊ากซ์

ยากขะรับ เชื่อแล้วว่า...เรียนหมอยากจริงๆ

ด้วยใจรักเลยสินะครับเนี่ย...

#10 By ซับบาธ... on 2008-05-16 23:12

เป็นคนกลัวเลือดคร้าบ อ่านต่อม่ายด้ายยยยย Hot!

#11 By หนึ่ง on 2008-05-16 23:13

สมัยผมเรียนป.ตรี มศว.บังคับหมอเรียนวิชามนุษย์กับความงาม
ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่รึเปล่า
ให้เรียนเพื่อเข้าใจสุนทรียศาสตร์ (ศาสตร์เพื่อเข้าถึงความงาม) ซึ่งกล่อมเกลาใจคนให้ละเอียดอ่อน จะได้ไม่ไปฆ่าใครง่ายๆ
(อาจารย์บอกมานะ)

#12 By pisces on 2008-05-16 23:34

Hemato เลือด เม็ดเลือด ระบบน้ำเหลือง <<<ผมได้เรียนการเจาะเลือดจากวิชานี้แหละ โดยมันต้องผลัดกันเจาะกับเพื่อน มันส์กันเลือดสาด

<< เป็นการศึกษาที่ต้องเสียสละตัวเองจริงๆนะครับเนี่ย

ผมชอบประโยคด้านล่าง2ประโยคมากๆเลยครับ

"ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข"

กับ

หนทางอันยากลำบาก ความสำเร็จที่ตามมาย่อมยิ่งใหญ่

และเอนทรี่ดีๆแบบนี้ ผมแปะดาวให้อีกเช่นเคยครับ confused smile Hot!

#13 By SkyKiD on 2008-05-16 23:39

ใช่ค่ะๆ embryo ออกสอบน้อย แต่สอนเย้อะเยอะsad smile

#14 By ชาเขียวaddict on 2008-05-16 23:52

ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้เด็กที่สอบติดหมอ เตรียมลงทะเบียนนิติรามฯกันเยอะ ต้องป้องกันตัวกันไว้เสียแต่เนิ่นๆ


แต่เด็กถาปัดไม่เห็นมันจะไปเรียนกันซักคนแฮะ

ทั้งๆที่ถ้าตึกล่ม มันจะเป็นคนแรกที่เข้าคุก


/me บ่นถึงคณะตัวเองแล้ววิ่งหนีไป...



ปากดีจริงๆ แค่นี้ก็ไม่เหลือเวลาขี้แล้ว sad smile

#15 By iDoi* on 2008-05-17 00:15

ไม่คิดจะเรียนหมอค่ะ เพราะเป็นคนไม่ถูกกับเลือด(จริงๆ)
เลือดในหนังไม่กลัว ชอบ แต่ของจริงนี่เห็นแล้วจะเป็นลม กะอีแค่แผลสดเล็กๆยังวิงๆเลยsad smile อ่านแล้วยิ่งเหนื่อย

พูดถึง Pathology ทำให้นึกถึงหนังใหม่เรื่องนึงที่นักเรียนแข่งกันผ่าศพsad smile
เป็นคุณหมอต้องอดทน confused smile

#17 By tamanxzg on 2008-05-17 00:39

ดีแล้วที่ดิฉันไม่ได้เรียนหมอ...

ถ้าเรียน คงเป็นหมอกะเทยให้ได้ฮือฮาแหง...

#18 By ดอกทอง - Mraz Mania on 2008-05-17 00:41

Sleep deep & Long --> ชอบคาบนี้ที่สุด >.<
จริงๆ ที่คณะเราก็ไม่ค่อยหวังมากอ่ะค่ะกับคาบนี้
เอาไว้ใส่ในตารางเรียนในวันที่เลิกเร็ว ทำนองว่าให้แกกลับไปอ่านหนังสือนะ sad smile

ชอบเรียนปรีคลินิกมากกว่าเหมือนกันค่ะ แล้วก้อเรียนได้ดีกว่าตอนคลินิกเยอะด้วย -*- สงสัยถนัดเอาความรู้ยัด - สอบ - แล้วทิ้งมั้ง ^^" พอขึ้นคลินิก สมองเลยโล่งๆ ถามอะไรยืนเงียบ ตามมาด้วยเกรดสวยงามสุดๆ ฮือๆ

แต่เรียนหมอก็สนุกกว่าที่คิดเยอะเลยนะ confused smile

#19 By LiTt|e`r3d`r|diNg`h0od on 2008-05-17 00:52

เรียนหมอดูดีก่า (อ่านเว้นวรรคดีๆเน้อ)

ฟันบ่อยๆ เฉาะกบาลให้ถูกคนดัง
ถ้าเขาหรือเธอยิ่งแรงยิ่งดี จะได้อานิสงส์มาก

ถ้าฟันนาย ก.
ฟันดี นาย ก. ชม
ฟันไม่ดีเอากากีมาเกี่ยว นาย ก. จะด่าเยี่ยงหมา

เรียนไม่มาก..
ไพ่ยิปซี โอเรกุรัม เซียมซี โหราจีน-ไทย-เขมร-ฝรั่ง กราฟชีวิต วิธีทำนาย ฝัน ไฝ ฝี หนอง และปาน วิธีสะเดาะเคราะห์ ฤกษ์ ยาม ยาตรา สารพัด สารเพ ผสมปนเป
ใช้ verb to เด่า มากๆ ใช้พลังจิต(ป่วน)อีกหน่อย
เรียนเสริม วิชาความน่าจะเป็นเพิ่มเติม

เป็นอาชีพที่ได้ตังค์แยะ เสียอย่างเดีย ไม่มีกระดาษปริญญา

เอ่อ อ่า...เข้าบล็อกนี้ทีไร จิตป่วน มวนในท้อง อ่านแล้วท้องร้อง (เพราะเขียนย๊าวยาว)... ขอลาไปกินข้าวรอบดึกก่อนอ่ะ


confused smile

#20 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-05-17 01:49

แพทย์ศาสตร์นี่ช่างน่ากลัว T-T

แต่แพทย์ศาสตร์โอตาคุนี่มัน... >.>

#21 By Aelita~[-X-]~ on 2008-05-17 03:03

^-^ อ่านหมดทุกตัวเลยครับ
แม้จะไม่ได้เรียนแพทย์ แต่ก็ดูสนุกดีนะครับ

อ้อ ที่คณะวิจิตรศิปล์ก็มี Anatomy นะ
55 แต่เป็นกระดูกและกล้ามเนื้อสำหรับเขียนภาพ
จำชื่อกล้ามเนื้อ หลักการทำงาน ออริจิ้น อินเซอร์ชั่น
พอสนุก แต่บังเอิญผมเคยเรียนมาก่อนแล้ว ในระดับ วิทยาลัยศิลปะ
ก่อนจะไปเข้า มหาวิทยาลัยอีกที เลยเจอปัญหาเรียกไม่ตรงกัน
เล่นเอาเซ็ง -_-'

เซอร์ราตัส แม๊กนัส , กะแม๊กนุส อะไรแบบนั้น
แต่ก็สนุกดีนะ
เอนทรีนี้อ่านเพลินดี มีรูปอนิเมะประกอบเต็มไปหมด
แต่อ่านแล้ว รู้สึกว่า มันไม่ใช่ผมแน่ๆ
เอาเป็นว่า ให้กำลังใจกับคนที่อยากเข้าแพทย์
รวมถึงพี่หมอเถื่อนด้วย สู้ๆครับ

ปล. ชอบตรงความสุขเหมือนกัน อ่านแล้วเลือดไหล sad smile

Hot! Hot! Hot!

#23 By บอมเบย์ on 2008-05-17 07:26

โอ้อาเธน่าช่วย! อยากบอกว่ามันยอดมากเลยมิ่ง รีวิวซะละเอียดเชียว ชอบๆ><

อยากระบายเหมือนกันว่าปี 1 เนี่ย ฟิสิกส์มันจะให้คนเรียนเน้นชีวะเรียนทำเพื่อ!? จริงๆแค่เรียนคณิตศาสตร์อย่างสถิติอย่างเดียวก็พอแล้ว (ที่เน้นเฉพาะ STAT เพราะมันได้ใช้งานจริงๆในปีต่อๆไปค่ะ ในวิชาเวชศาสตร์ชุมชนเพื่อทำวิจัย) นอกนั้นวิชาบางอย่างไม่จำเป็นก็ไม่น่าจะใส่เข้ามาให้เสียเวลา และเหนื่อยสมองเลย(อันนี้พูดถึงตอนปี 1 นะ)

ยกดาวให้คับconfused smile Hot! Hot!

#24 By Lavenya on 2008-05-17 07:51

เฮ้อออ ชีวิตหมอ
ตอนเข้าก็ยาก
มาถึงตอนนี้ชีวิต extern ก็ยิ่งยากลำบาก
แต่ในบรรดาความเหน็ดเหนื่อย มันก็มีความสุขซ่อนอยู่จริงๆนะ
เวลาเห็นคนไข้ที่เราได้มีส่วนร่วมดูแลหายดีกลับบ้านได้
มันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวล่ะ

#25 By ll--THE---KUNG--ll on 2008-05-17 09:23

เมื่อ 2 ปีก่อนจะเข้าหมอเหมือนกันครับ เพราะชอบ แต่ไม่ติด sad smile พอมาอ่านตรงนี้แล้ว โชคดีหรือเปล่านี่ที่ไม่ติด confused smile

ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข Hot! ชอบประโยคนี้มากเลย ถ้าคิดแบบนี้ทุกคนก็ดีสิ

#26 By NOT_KUNG on 2008-05-17 10:22

ผมก็อยากจะเรียนหมอเหมือนกันอ่ะ
มีผลัดกันเฉาะเลือดด้วยเหรอเนี่ย=[]="
เป็นวิชาที่อันตรายอย่างแรง

#27 By นายจรัส on 2008-05-17 10:37

ใครอยากเป็นหมออ่านแล้วคงกระจ่างกันคราวนี้เลยค่ะconfused smile

#28 By V@R on 2008-05-17 11:05

ไปเรียนหมอกันดีไหม ถ้าจะไปก็รีบมา อ่านหนังสือ และหนังหา มาเรามา มาไปเรียนหมอ ,, หมอโรคจิต หมอโรคจิต หมอโรคจิต หมอๆ โรคจีตตตต

(เก่งเนาะ มีแต่คน ชะล้าด ฉะหลาด)

#29 By Eddy on 2008-05-17 11:05

^
ดัดแปลงมาจากเพลง "หมีแพนด้า"

#30 By Eddy on 2008-05-17 11:07

อ่านแล้ว ยังไงๆก็ยังอยากเป็นค่ะ big smile
เดินเข้าออกโรงพยาบาลแทบทุกวัน จนมองเห็นชีวิตของคนในนั้น
ซึ่งก็รู้และเข้าใจในชีวิตแบบนั้น

อยากเป็นหมอค่ะ surprised smile

#31 By Pleng on 2008-05-17 11:54

เป็นหมอมันเหนื่อยจริงๆ

#32 By General เบ๊ on 2008-05-17 12:06

คงกลับไปเรียนไม่ทันแล้ว
sad smile


มีเพื่อนเป็นหมอ
แต่บอกมันว่าขอให้เจอกันแบบเพื่อนน่ะ
อย่าเจอแบบคนไข้big smile
กำลังขึ้นปีหนึ่ง ของ คณะนี้เหมือนกันค่ะ Hot! Hot! Hot!

#34 By KiM on 2008-05-17 12:49

โฮ่ววว
ขอบคุณมากที่ช่วยมาเตือนแทนนะคับ
เพราะเพื่อน ๆ ผม หลายคนอะ
มันไปเรียนหมอ . . .
ด้วยเหตุผลที่ว่า . . .
"กุจะได้รวย ๆ"
"กุจะได้สบายๆ"
.
.
ทั้ง ๆ ที่ผมเตือนแล้วว่า

"มันเหนื่อยนะโว้ยย"
"มันงานบริการนะโว้ยยย"
"คนไข้บางคน[หลายคน]แมร่งพูดไม่รู้เรื่องนะโว้ยยย"
"เงินเดือน หลักหมื่น โดนฟ้องหลักล้าน นะโว้ยยย"

และแล้ว . . .
มันก้อยังไปเรียน . . .
ทั้ง ๆ ที่ผมเหนมันนั่งเขียนโปรแกรมเทพ ๆ ทำอะไรกับคอมพ์ได้ต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ทั้ง ๆ ที่มันอยากเรียนวิศวะ-คอมตั้งแต่ ผมรุจักมัน [12ปี] แต่มาเปลี่ยนใจ5วัน ก่อนไปสัมภาษณ์หมอ [ว่าจะเอาจิงๆ]
[ทั้ง ๆ ที่ มันโรคจิต]


แล้วเราจะมารอดูกัน

#35 By Vichyasviel von Einzbern on 2008-05-17 12:49

Ps. Hot!

#36 By Vichyasviel von Einzbern on 2008-05-17 12:49


ตอนแรกก็นับถือคุณหมอครับ ตอนนี้ต้องนับถือคนเรียนหมอด้วย จะมาเป็นหมอนี่ไม่ง่ายเลยนะ แต่ก็สงสัยนะครับว่า นวดแผนโบราณนี่เป็นแพทย์ทางเลือกมั๊ย..

#37 By :: KinG MoJi :: on 2008-05-17 13:25

อายุรศาสตร์ - หรือ General Medicine คือ ผู้ป่วยท้งหมดที่อายุ 15 ปี 1 วันขึ้นไป
กุมารเวชศาสตร์ - ผู้ป่วยที่อายุ 15 ปีลงมา
^
^
^
อายจิงๆ 20แล้ว เรายังหาหมอเด็กอยู่เรยอ่า..
(หมอประจำอ่ะนะ)

#38 By Kaizo (124.121.12.228) on 2008-05-17 13:50

อ่านแล้วเหนื่อยแทนยังไงไม่รู้แฮะsad smile
โดยเฉพาะเหตุการณืตัวอย่างสี่อัน ฟังแล้วซี้ดแทนมั่กๆsad smile

แต่คนที่ชอบอย่างคุณหมอก็คง ทำสิ่งที่ตัวเองรักให้คนอื่นมีความสุขจริงๆ
อยากเป็นหมอ

สู้ๆ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่า


cry

#40 By B3~loved on 2008-05-17 15:26

ทางเดินสายนี้ดูแล้งช่างนากลำบากเสียจริงเนอะ^^

#41 By miiself on 2008-05-17 15:57

"ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข" ----> เจ๋งครับ

#42 By ปิงกรู on 2008-05-17 17:49

เราไม่มีเพื่อนเป็นหมอเลยไม่รู้ว่าหมอต้องเรียนอะไร เป็นยังไง แต่ที่มหาวิทยาลัยเราเห็นหมอ - พยาบาล - ทันตะ - เภสัช สันทนาการ เต้นรำกัน โป้งๆๆ ชึ่ง (โดยเฉพาะเภสัชมันสันทุกสถานการณ์)

คิดไม่ตกเล้ยยยยยยยยยย แม่เจ้าโว้ยยยยนั่นคือคนที่ตูจะต้องไปรักษาและใช้บริการในอนาคต

เพื่อนๆเรารวมทั้งเราก็จะต้องพูดกันว่า "เอาน่านั่นเขาแค่พักผ่อน เวลาเรียนเขาก็จริงจังนะ "

#43 By Nw.kana Quatre on 2008-05-17 18:28

"ทำ​สิ่งที่ตัวเองรัก​ ​เพื่อ​ให้​คน​อื่น​มี​ความ​สุข"

ประทับใจมาก และคิดว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ให้ได้บ้าง แม้จะไม่ใช่หมอก็ตาม ขอบคุณค่ะ

#44 By Sirius on 2008-05-17 20:21

หนักหน่วงงง.....



มากกกกก

#45 By =*MoonShiNe Ze*= on 2008-05-17 21:43

ตอนนี้ ติดหมอแว้วววววว

เด๋วนี้คะแนนก้อสูงอยู่เหมืือนเดิมนะคะ!!!!! ก่าจะเข้ามาได้ แทบคลานเข้ามหาลัย...
ติดซะคนสุดท้ายรอบสาม..ง่า เกือบซิ่วเรียนเภสัช ฬ แทนแล้ว

นู๋เกิดมาเพื่อเรียนหมอ5555 !

cry

พูดไปงั้น...จะไปรอดหรือป่าวยังไม่รุ้เลยค่ะ ~
แต่จะสู้ๆสู้ตายค่ะ!

ป.ล. คณะวชิรพยาบาลน่ารักมากกกกกกก รักที่นี่ที่สุดเลย

#46 By ☂ YukiUsagi ★ on 2008-05-18 00:00

อ้ะ ลืม ดราก้อนบอล..Hot! Hot!

เพลงเพราะมากๆ พี่ที่ศิริราชเคยมารร.แล้วร้องให้ฟัง TT-TT ซึมเข้าหัวใจ~

#47 By ☂ YukiUsagi ★ on 2008-05-18 00:01

เราว่าเป็นอาชีพที่สุงส่งและทำเงินดีมาก

แต่คนเป็นหมอต้องเครียดกับงานมากแน่ๆ
เพราะเราเคยได้ยินคนเป็นหมอบ่น
เครียดอาการคนไข้บางคนจนไม่หลับไม่นอนก้มี
เฮ้อออ sad smile

#48 By ☆ TIMO ☆ on 2008-05-18 01:29

เอออืมมม อ่านแล้วขอเป็นนหมอนวด หมอผีดีกว่าแหะ
ว่าแต่วิชา.เกี่ยวกับเลือดท่าทางจะมันส์น่าดู 5555
ไม่ถนัดสายนี้เราขอไปอยู่สายศิลปะอย่างที่เรารักดีกว่า
แต่อ่านชีวิตเรียนของหมอแล้วเจ๋งมากก
เรียนกันได้ถึงลูกถึงคนมากกก ขอให้ดาวนะค่า...
Hot! Hot!

#49 By Zesame..!!! on 2008-05-18 01:51

Hot! มีประโยชน์มากครับ อ่านแล้วเห็นภาพ(สวรรค์และนรก) เลยทีเดียว

#50 By manop on 2008-05-18 09:57

Favourites

Recommend