ฮอร์โมนรักกับฉากต้องห้าม
posted on 26 Apr 2008 19:25 by mingninja in Film-Movie, Medicine-Student
เพลง : Hormone
ศิลปิน : Groove Rider
อัลบั้ม : Discovery 2
ฉ
ผมได้รับ Tag อันตรายนี้
จาก
คู่รักนักวิชาการ ซึ่งนับว่าเป็น Tag หนึ่งที่จั๊กจี้เวลาเขียนมากๆเลยครับ
แถมได้รับเชิญเป็นผู้รับ Tag อันดับหนึ่งซะด้วย โอ้ววววว~...
(แต่ก็ชอบบบบบ... บอกแล้วว่าชอบทำ Tag)
ที่มา : Love Scene สำหรับคอหนัง
ที่จริงอยากจะขอต่อรองเป็น Love Scene ใน อนิเม เหลือเกิน
แต่ทำไงได้เขากำหนดว่าหนัง
แต่ด้วยความที่ที่บ้านเคยเป็นร้านเช่าหนังมาก่อน เรื่องแบบนี้มีหรือจะพลาด
<<< จริงๆเพราะสาเหตุอื่นมากกว่านะ - -'' ถ้าสังเกตบลอกผมจะมี Category Entry วิจารณ์หนัง... ซึ่งไม่ค่อยมีเวลาดู เลยยังไม่ได้วิจารณ์เป็นชิ้นเป็นอันซะที มัวแต่เรียน...
งั้นไหนๆก็ไหนๆ จะ Love Scene กันทั้งที นักวิจัยก็ได้วิเคราะห์ออกมาอย่างละเอียดว่ามีฮอร์โมนอะไรบ้าง มีบทบาทต่อพฤติกรรมทางเพศยังไง ก็ลองเอามาเข้าคู่กับ Love Scene ทั้งสามฉากที่คุณอาร์ทและคุณหญิงตั้งกันขึ้นมาเถิด...
1.Love Scene อันแสนเร่าร้อนรุนแรง - Mr. & Mrs. Smith (2548)
ตบมัน!!! เตะเลย!!! ทุบด้วยขวด!!! ตามด้วยผ่าหมาก!!!
คำว่าตบจูบคงยังไม่พอสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ
ฉากนี้ทุ่มทุนสร้าง
ด้วยการไล่ฆ่ากันเองของคู่รักจารชนที่ทำลายบ้านสวยๆแทบทั้งหลังให้วินาศสันตะโร และจบลงด้วยฉาก Love Scene
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เจ๊ Angelina Jolie
ตกหลุมรักกับ Brad Pitt ถึงขนาดแต่งงานอยู่กินกันในที่สุด
มันสะใจ~ไงน้อง~!!!
ฮอร์โมนตัวแรกที่อยากจะพูดถึง ก็คือ Testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้ความรู้สึกทางเพศนั้นคุกรุ่น เร่าร้อนโรมรันกันเฮย โดยเฉพาะในเพศหญิงที่จะถูกกระตุ้นได้ง่าย แต่หมดฤทธิ์เร็ว ส่วนเพศชายจะช้า แต่ก่อให้เกิดความอยากตลอดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ แน่นอนว่าถ้ามากเกินไป จะกลายเป็นยับยั้งความรู้สึกทางเพศแทน
ฮอร์โมนนี้ก็เหมือนรักแรกพบ หลัง Adrenalin ออกมาเวลาตื่นเต้น ฮอร์โมนนี้ก็ถูกกระตุ้นให้หลั่งควบคู่ไปได้ Testosterone นั้นยังเป็นฮอร์โมนแห่งความรุนแรงและการต่อสู้ นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าหลังความตื่นเ้ต้น หวาดเสียว เฉียดตาย ในหนังแอคชั่นอย่างเรื่องนี้หรือใน 007ฉาก Love Scene จึงมักก่อกำเนิดตามหลังมาอยู่เสมอๆ
2.Love Scene ที่คิดว่าได้นำไปใช้ในชีวิตจริง - 50 First Dates (2547)
คู่รักขี้ลืม ... ออกเดทมันทุกวัน
ถ้ามีคนถามว่าชีวิตรักผมเป็นไง ผมก็จะตอบว่า "ไม่ใช่เรื่องของคุณ" แต่ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนัง ก็คงเหมือน 50 First Dates ที่ Adam Sandler แสดงเป็นพระเอกนักวิจัยทางทะเลที่ตกหลุมรักลูซี่ สาวเสิร์ฟที่มีปัญหาทางสมอง แสดงโดย Drew Barrymore ลูซี่มีปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ ทุกๆวันที่เธอตื่นขึ้น ความทรงจำใหม่จะหายไป กลายเป็นวันที่เธอเกิดอุบัติเหตุรถยนต์วันเดิมเมื่อปีก่อน และนั่นทำให้พระเอกต้องจีบนางเอกทุกวัน ต่างสไตล์กัน แต่ทว่า...ในวันรุ่งขึ้นนางเอกก็จะลืมหมด และทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่ ก็เหมือนความรักของคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปได้แค่ข้ามคืน วันนี้ทะเลาะกันแทบตาย พรุ่งนี้ก็หายโกรธกันแล้ว ผมยังอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าผมกับแฟนอยู่ด้วยกัน อาจจะรักกันไม่ยืดยาวถึงสามปีกว่าก็ได้... (แต่ตอนนี้โสดนะครับ) ความรักนั้นมีอุปสรรคและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทั้งหมดอยู่ที่ความอดทนของคนทั้งสองครับ
ฮอร์โมนที่ส่งผลให้รักยืดเยื้อ ยืดยาดเหมือนขนมเต้าส่วน คือ Norepinephrin ครับ ตัวนี้จะเป็นตัวส่งเสริมให้อารมณ์รักของคู่รักนั้นยาวนาน อยู่ด้วยกัน มีความรู้สึกสัมพันธ์กับอีกฝ่ายหนึ่ง พระเอกหนังเรื่องนี้ NE คงทำงานดีมากเป็นพิเศษ แต่นางเอกนี่เป็นเคสที่น่าสนใจมาก ผมชักอยากเอานางเอกมาส่งผ่าวิจัยซะแล้วสิ...
3.Love Scene ที่ดูแล้วรู้สึกว่าห่วยแตก - คู่กรรม (2516)
โอ๊ะๆๆๆ อย่าเพิ่งเอาตะบันหมากเขวี้ยงหัวผมครับ
ต้องขอโทษแฟนๆคู่กรรมหลายท่านมา ณ ที่นี้
ที่เอามาให้ชมเป็นฉากจากละครช่อง 7 (2533) ครับ เพราะหาของคุณนาท ภูวนัยไม่ได้จริงๆ
รูปจากบอร์ดพันทิพ
ด้วย
ความที่เป็นหนังไทยโบราณ ฉากส่วนใหญ่จึงไม่หวือหวา
(แต่ทำไมเรื่องอื่นมันหวือหวาได้ฟระ)
คาดว่าเพราะเป็นครั้งแรกที่นวนิยายชื่อดังของทมยันตี (2508)
จะได้สร้างเป็นภาพยนตร์ จึงต้องทำเผื่อแฟนคลับกันซะหน่อย
ฉากรักดังกล่าวจึงเรียบราบ ไร้อารมณ์ เหมือนอังสุมาลินขัดขืนไม่เต็มที่
ฝ่ายโกโบริก็เมาแล้วข่มขืน ที่ตูดูก็รู้ว่าแม่งเมาดิบนี่หว่า...
ฉากพลอดรักก็เหมือนไปวิ่งปลิวไสวอะไรกันในสนามกอล์ฟ
มองเห็นดอกเฟื่องฟ้าสมัยดอกเฟื่องฟ้าครองเมืองไทย
สีชมพูแสบตากว่าเสื้อนางเอกซะอีก สรุปคือ ฉากรักในภาพยนตร์เรื่องนี้
ไม่ได้อารมณ์ของความรักตามต้นฉบับนิยายเลยครับ...
สนใจอยากชม หาซื้อได้ตามตะกร้าหนัง 20 บาทแถวซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป แต่ป่านนี้ไม่น่าจะหาเจอแล้วหละ
อย่างไรก็ตาม ตอนป้า...เอ้ย ป๋าเบิร์ดแสดงในปี 2533 ฉากเลิฟซีนก็ทื่อพอกัน แต่อาจจะทื่อคนละสาเหตุ เหอะๆ...
ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี ก็คือ Estrogen อย่างเช่นในยาคุม ซึ่งจะส่งผลต่อสัตว์อื่นๆมากกว่ามนุษย์ ในมนุษย์จะก่อให้เกิดการพัฒนาของอวัยวะต่างๆมากกว่าพฤติกรรมทางเพศ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Estrogen จะกระตุ้นฮอร์โมนเกี่ยวกับการให้นมบุตรและการบีบรัดในการคลอดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปซื้อยาคุมมากิน พึงรู้ไว้ว่ายาคุมยังมีฮอร์โมน Progesterone ที่ลดความมีสเน่ห์ในเพศหญิงอีกตัวหนึ่ง แถมยังไปยับยั้งความอยากทางเพศอีกต่างหาก
แต่ถ้าจะเอา Love Scene ที่ยัดเยียดเข้าไปแบบไม่สมเหตุสมผล
ดูแล้วรู้สึกว่า "ไรวะ แม่งหื่น ไม่จำเป็นว่ะ" เรื่องแรกที่คิดออก
ตอบได้เลย คือ เพื่อน...กูรักมึงว่ะ (2550) คำเตือน : ระวังวุฒิภาวะของท่านและคนใกล้ตัวก่อนกด Play เพราะพลังเคจะทิ่มตา
ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้จนจบได้ คุณจะพบว่าหลายฉากโผล่ขึ้นมาแบบไม่จำเป็นและดูเหมือนสนองตัณหาหื่นของผู้กำกับ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ผมยอมรับว่าแสงและฉากสวยงามยอดเยี่ยมสุดๆ นักแสดงแสดงได้ถึงใจ เพียงแต่ดูเป็น Fantasy จนเกินไป ไม่มีเหตุผลและไม่มีใครเขาทำกัน อย่างอาบน้ำบนดาดฟ้า? ถังญี่ปุ่น? กลางแจ้ง? ในความจริงสถานการณ์แบบนั้นมีกะมังซักผ้าอาบก็บุญแล้ว จับคู่รักกันยังกะนกกระเรียน นอกจากนี้เนื้อหาที่ดูเหมือนจะอัดมันเข้าไปหมดทุกปัญหาของเกย์ในโลกนี้ ทำให้กลายเป็นไม่มีประเด็นของหนังที่แน่นอนและลดคุณภาพของหนังไปอย่างน่าเสียดาย
ขอเสนอฮอร์โมนสุดท้าย คือ Oxytocin ฮอร์โมนตัวนี้หลั่งจากการกระตุ้นของ Oxytonin ซึ่งจะค่อยๆออกมาตอนเล้าโลม และพอถึงจุดวิกฤติ จุดอิ่มตัว จุดสุดยอด ฯลฯ ฮอร์โมน Oxytocin ก็จะหลั่งออกมาทะลักทะลาย เป็นสัญญาณที่ทำให้อิ่มและเพียงพอ... คงพอนึกออกนะครับว่าคนที่ฮอร์โมน Oxytocin ไม่ทำงานนั้นจะเป็นยังไง
อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนไม่ใช่น้ำยาแห่งรักนะครับ
แล้วก็คงไม่มีใครดูว่าแฟนพร้อมรบหรือยังโดยการตรวจเลือดหาฮอร์โมนหรอกจริงไหม... ทางที่ดีจะแสดง Love Scene ก็เมื่อคุณพร้อมทั้ง 2 ฝ่าย
(หรือสามฝ่ายขึ้นไป?) และรับผิดชอบในผลลัพธ์ที่จะตามมาได้จะดีกว่าครับ
ขอบคุณข้อมูลจากเอกสาร ดร.พญ.พัชรา วิสุตกุล
>>สับสน? หลงทาง? หาไม่เจอ?<< คลิก
ว่าแต่อุตส่าห์หามานัครับ อุๆๆๆ


#1 By Zirius Sandorius on 2008-04-26 19:40