วิชาการบนรถตู้ (Hardcore Bitchy Version)
posted on 18 Apr 2008 00:06 by mingninja in World-Society
เพลง : บิด
ศิลปิน : ดาจิม
อัลบั้ม : Dajim III
ขณะที่นั่งรถตู้กลับจากลพบุรี จังหวัดที่ร้อนอันดับสองของประเทศไทย
ผมถูกรบกวนการนอนตากแอร์ในรถตู้ด้วยเสียงของสตรีที่หารายได้มากมายเข้าประเทศจากการใช้ภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ เช่น Eat, Sleep และ Money
พร้อมกับสามีฝรั่งแก่พุงพลุ้ยของเธอ เธอหน้าตาเหมือนเจเนตเขียวที่ทาปากแดง
เล็บแดงและพอกหน้าหนาเตอะ
พูดทุกอย่างด้วยเสียงระดับเดียวกับนกหวีดและร้องเพลงตลอดทางเหมือนอยู่ใน
ทริปอนุบาลหรรษา อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ฝันร้ายในยามตื่นกำลังจะก่อกำเนิด
.
.
.
ป้าสาวแก่ไฮโซคนหนึ่งหันไปวีนแตกใส่คู่รักต่างวัย ด้วยภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ เริ่มต้นด้วยถ้อยคำเตะหู
"Hey, Listen up you, Bitch. ...blah blah blah"
และนั่นทำให้ผมต้องนอนฟังคนสามคนทะเลาะด่ากันเป็นภาษาอังกฤษปนไทยสไตล์อีสานตลอดทาง ถ้าใส่ทำนองแรพเข้าไปก็จะกลายเป็น Thaitanium ร้องเพลง
"สาวลาดพร้าว" เป็นแน่แท้
จริงๆ ผมเห็นว่า ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง ความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันอาจจะลดลง แต่พูดน่ะมันง่ายครับ...
มนุษย์จะใจกว้างเมื่อมีความรู้ 
ถ้าสามีฝรั่งรู้ว่า
วัฒนธรรมไทยเน้นเรื่องความเกรงใจ (ซึ่งจากการคุยกะเพื่อนอเมริกัน
ผมรู้สึกเหมือนไม่มีคำนี้ในพจนานุกรมของเขา) เขาก็คงเลิกโวยวายเพราะ
Culture Shock แล้วหันไปห้ามปรามภรรยาของเขา
ไม่ว่าจะเป็นภรรยาเช่ารึเปล่าก็ตาม
ถ้าเจเนตแดงคนนั้นมีประสบการณ์จากการเดินทางมากกว่าเดินรอบพัทยา เธอคงรู้ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพ
พัฒน์พงษ์ และพัทยาเท่านั้น
คนจังหวัดอื่นที่ยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่ผู้หญิงเปิดเผยตัวเองมากจน
เกินงามยังมีอีกมาก
ถ้าป้า Bitchy คนนั้นรู้ว่า
มันเป็นธรรมชาติของ "คนประเภทนี้" หรือป้าเคยมีประสบการณ์ในการถกเถียงกับ
Bitch ตัวเป็นๆมาก่อน ป้าคงจะหันไปเจรจาดีๆด้วยมากกว่า
ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการด่าว่าเป็นบิด ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Bitch
หรือเป็น Whore ล้วนเป็นคำที่ค่อนข้างหยาบคายในภาษานั้น
และนำมาซึ่งบทสนทนาที่ไม่ระรื่นหูต่อไป
ถ้าลองมาพิจารณา
ปัญหาใหญ่โตมโหฬารบ้านเมืองต่างๆล้วนแก้ไขได้ถ้าผู้มีอำนาจขยันหาความรู้
ให้กว้างขวางซักนิด ไม่ใช่ท่องจำ
และก็ไม่จำเป็นต้องรู้ให้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ
แต่รู้สักหน่อยว่ามีวิธีแก้ปัญหาวิธีอื่น ไม่ใช่วิธีคร่ำครึ
วิธีตามธรรมเนียมที่ทำกันมาเนิ่นนาน
หรือวิธีโบราณแบบไม่ประยุกต์ทำให้ดูพิลึกพิลั่น
.
.
.
มีคนกล่าวไว้ว่า "เรียนไปก็ไร้ค่า ตายห่าลืมหมด" และ
"เข็มที่ดีควรแหลมคมเพียงด้านเดียว" ส่วนตัวผมเองมองในมุมอื่น เนื่องจากคนเราเกิดมาเพียงครั้งเดียว
หาประสบการณ์ชีวิตได้ไม่ถึงพันล้านวินาทีก็ตาย
นับว่าน่าเสียดายถ้าจะหมกมุ่นอยู่กับอะไรเพียงอย่างเดียว
แล้วพอสังคมเสื่อมความนิยมในศาสตร์ที่ตนเองเชี่ยวชาญก็ตกม้าตาย
ลองคิดดูปัญหาง่ายๆ สมมติว่า
คุณเจเนตแดงเรียนจบเศรษฐศาสตร์ได้ระดับโคตรเกลียดนิยม
คุณเจเนตแดงต้องการเล่นหุ้นหรือลุยตลาดอีเบย์ เทียบกับมุมน้ำเงิน คุณป้า
Bitchy ที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์เหมือนกันในระดับพื้นๆ แต่คุณป้า Bitchy
เธอมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี วิทยาการณ์ต่างๆ ประวัติศาสตร์ คอมพิวเตอร์
และภาษาต่างประเทศอื่นๆ (เช่น คำว่า Bitch ในภาษาอื่น)
ใครจะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน
ลองมองปัญหาที่ไกลตัวขึ้นซักนิด ทุกคนพูดกันว่าโลกร้อน
ผมลองถามเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดูทีวีมากกว่าใช้เนต ทุกคนก็รู้จักโลกร้อน รู้ว่าถุงผ้าลดโลกร้อน
แต่ไม่รู้ว่าโลกร้อนเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าถุงพลาสติกก่อโลกร้อน
ไม่รู้ว่ามันไม่ได้แก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้อย่างเดียว
หลายคนจึงแก้ไขด้วยการติดแอร์รับโลกร้อน ปลูกต้นไม่ในสวนตามปกติ และใช้ถุงผ้าไปซื้อของ
โดยเอาของใส่ถุงพลาสติกแล้วใส่ถุงผ้าอีกที ซึ่งมันก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ปัญหาข้าวแพง
รัฐบาล
พยายามเก็บกักข้าวไว้ก็จริง แต่ก็ลืมตรวจสอบแก้ไขในระดับล่างๆ
อย่างโรงสีที่ต่างจังหวัดเก็บกักข้าวไว้โดยอ้างว่าไม่มีสินค้า
ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า หอมมะลิจากโรงสีล่อไปราวๆถังละ 700
ส่วนฟากชาวนาก็บ่นว่าปุ๋ยแพง โดยที่หลายคนไม่รู้ว่า
ถ้าใช้วิธีแบบธรรมชาติเหมือนชุมชนในสุพรรณที่ผมเคยไปออกชุมชนมา
ประหยัดต้นทุนเรื่องสารเคมีได้มากมายในขณะที่ผลผลิตเท่ากัน
ถ้า รมต.กระทรวงไอซ์ทีมีความรู้ในเรื่องที่เขาดูแลอยู่มากกว่านี้
หรือถ้ากระทรวงวัฒนธรรมมีความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติมากกว่านี้
เราอาจมีอนิเมดีๆดูมากขึ้น
มีหนังที่ไร้การเซ็นเซอร์แต่ไปจำกัดที่อายุคนดูฉาย ผับยังตรวจบัตรได้
ทำไมโรงหนังตรวจบัตรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงความคิดผม
จึงอาจจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีนัก แต่อย่างน้อย ผมเองเห็นว่า
ยิ่งมีความรู้กว้าง ก็จะมีการแก้ปัญหาไปได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น
มีการยอมรับอะไรใหม่ๆมากขึ้น
และเมื่อคุณมองโลกกว้างขึ้นการทะเลาะเบาะแว้งกันก็จะลดลง
ปัญหาแก้ไม่ได้ เป็นเพราะเราขาดปัญญา ขาดความรู้
หาความรู้หลายๆด้านใส่ตัวไว้บ้างคงไม่เสียหลาย
อาจไม่ชำนาญถึงขั้นแก้ปัญหาได้เอง
แต่อย่างน้อยคุณก็รู้ช่องทางแก้ปัญหามากขึ้น
และยอมรับในตัวของคนอื่นได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าความรู้ความสามารถ แพ้อำนาจของเงิน เราก็คงต้องยอมให้คนมีเงิน ซื้อตำแหน่งมาชี้นำทางที่ถูกต้องต่อไป...
(ว่าแต่ เริ่มต้นที่ ฺBitch มาจบลงที่ Corruption ได้ยังไงกันนะ - -'')
สรุป : เปิดใจให้กว้างด้วยการหาความรู้กันเถอะครับ
เพิ่มเติม : เปลี่ยน Theme แล้ว กด Ctrl + F5 นะครับ...
ใช้ Firefox แล้วสวยมาก ใช้ IE แล้ว Suck...
ยังไงไว้มีอารมณ์จะกลับมาแก้อีกรอบครับ
)
ลงจากรถก็หายไปแล้วฝันร้ายนั้นน่ะ


ขอเจิมก่อนนะ
#1 By seaugpor on 2008-04-18 00:18