เพลง : บิด
ศิลปิน : ดาจิม
อัลบั้ม : Dajim III

ขณะที่นั่งรถตู้กลับจากลพบุรี จังหวัดที่ร้อนอันดับสองของประเทศไทย ผมถูกรบกวนการนอนตากแอร์ในรถตู้ด้วยเสียงของสตรีที่หารายได้มากมายเข้าประเทศจากการใช้ภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ เช่น Eat, Sleep และ Money พร้อมกับสามีฝรั่งแก่พุงพลุ้ยของเธอ เธอหน้าตาเหมือนเจเนตเขียวที่ทาปากแดง เล็บแดงและพอกหน้าหนาเตอะ พูดทุกอย่างด้วยเสียงระดับเดียวกับนกหวีดและร้องเพลงตลอดทางเหมือนอยู่ใน ทริปอนุบาลหรรษา อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ฝันร้ายในยามตื่นกำลังจะก่อกำเนิด

.

.

.

ป้าสาวแก่ไฮโซคนหนึ่งหันไปวีนแตกใส่คู่รักต่างวัย ด้วยภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ เริ่มต้นด้วยถ้อยคำเตะหู

"Hey, Listen up you, Bitch. ...blah blah blah"

 

และนั่นทำให้ผมต้องนอนฟังคนสามคนทะเลาะด่ากันเป็นภาษาอังกฤษปนไทยสไตล์อีสานตลอดทาง ถ้าใส่ทำนองแรพเข้าไปก็จะกลายเป็น Thaitanium ร้องเพลง "สาวลาดพร้าว" เป็นแน่แท้

จริงๆ ผมเห็นว่า ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง ความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันอาจจะลดลง แต่พูดน่ะมันง่ายครับ...

มนุษย์จะใจกว้างเมื่อมีความรู้

ถ้าสามีฝรั่งรู้ว่า วัฒนธรรมไทยเน้นเรื่องความเกรงใจ (ซึ่งจากการคุยกะเพื่อนอเมริกัน ผมรู้สึกเหมือนไม่มีคำนี้ในพจนานุกรมของเขา) เขาก็คงเลิกโวยวายเพราะ Culture Shock แล้วหันไปห้ามปรามภรรยาของเขา ไม่ว่าจะเป็นภรรยาเช่ารึเปล่าก็ตาม

ถ้าเจเนตแดงคนนั้นมีประสบการณ์จากการเดินทางมากกว่าเดินรอบพัทยา เธอคงรู้ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพ พัฒน์พงษ์ และพัทยาเท่านั้น คนจังหวัดอื่นที่ยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่ผู้หญิงเปิดเผยตัวเองมากจน เกินงามยังมีอีกมาก

ถ้าป้า Bitchy คนนั้นรู้ว่า มันเป็นธรรมชาติของ "คนประเภทนี้" หรือป้าเคยมีประสบการณ์ในการถกเถียงกับ Bitch ตัวเป็นๆมาก่อน ป้าคงจะหันไปเจรจาดีๆด้วยมากกว่า ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการด่าว่าเป็นบิด ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Bitch หรือเป็น Whore ล้วนเป็นคำที่ค่อนข้างหยาบคายในภาษานั้น และนำมาซึ่งบทสนทนาที่ไม่ระรื่นหูต่อไป

ถ้าลองมาพิจารณา ปัญหาใหญ่โตมโหฬารบ้านเมืองต่างๆล้วนแก้ไขได้ถ้าผู้มีอำนาจขยันหาความรู้ ให้กว้างขวางซักนิด ไม่ใช่ท่องจำ และก็ไม่จำเป็นต้องรู้ให้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ แต่รู้สักหน่อยว่ามีวิธีแก้ปัญหาวิธีอื่น ไม่ใช่วิธีคร่ำครึ วิธีตามธรรมเนียมที่ทำกันมาเนิ่นนาน หรือวิธีโบราณแบบไม่ประยุกต์ทำให้ดูพิลึกพิลั่น

.

.

.

มีคนกล่าวไว้ว่า "เรียนไปก็ไร้ค่า ตายห่าลืมหมด" และ "เข็มที่ดีควรแหลมคมเพียงด้านเดียว" ส่วนตัวผมเองมองในมุมอื่น เนื่องจากคนเราเกิดมาเพียงครั้งเดียว หาประสบการณ์ชีวิตได้ไม่ถึงพันล้านวินาทีก็ตาย นับว่าน่าเสียดายถ้าจะหมกมุ่นอยู่กับอะไรเพียงอย่างเดียว แล้วพอสังคมเสื่อมความนิยมในศาสตร์ที่ตนเองเชี่ยวชาญก็ตกม้าตาย ลองคิดดูปัญหาง่ายๆ สมมติว่า คุณเจเนตแดงเรียนจบเศรษฐศาสตร์ได้ระดับโคตรเกลียดนิยม คุณเจเนตแดงต้องการเล่นหุ้นหรือลุยตลาดอีเบย์ เทียบกับมุมน้ำเงิน คุณป้า Bitchy ที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์เหมือนกันในระดับพื้นๆ แต่คุณป้า Bitchy เธอมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี วิทยาการณ์ต่างๆ ประวัติศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และภาษาต่างประเทศอื่นๆ (เช่น คำว่า Bitch ในภาษาอื่น) ใครจะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน

ลองมองปัญหาที่ไกลตัวขึ้นซักนิด ทุกคนพูดกันว่าโลกร้อน ผมลองถามเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดูทีวีมากกว่าใช้เนต ทุกคนก็รู้จักโลกร้อน รู้ว่าถุงผ้าลดโลกร้อน แต่ไม่รู้ว่าโลกร้อนเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าถุงพลาสติกก่อโลกร้อน ไม่รู้ว่ามันไม่ได้แก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้อย่างเดียว หลายคนจึงแก้ไขด้วยการติดแอร์รับโลกร้อน ปลูกต้นไม่ในสวนตามปกติ และใช้ถุงผ้าไปซื้อของ โดยเอาของใส่ถุงพลาสติกแล้วใส่ถุงผ้าอีกที ซึ่งมันก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ปัญหาข้าวแพง รัฐบาล พยายามเก็บกักข้าวไว้ก็จริง แต่ก็ลืมตรวจสอบแก้ไขในระดับล่างๆ อย่างโรงสีที่ต่างจังหวัดเก็บกักข้าวไว้โดยอ้างว่าไม่มีสินค้า ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า หอมมะลิจากโรงสีล่อไปราวๆถังละ 700 ส่วนฟากชาวนาก็บ่นว่าปุ๋ยแพง โดยที่หลายคนไม่รู้ว่า ถ้าใช้วิธีแบบธรรมชาติเหมือนชุมชนในสุพรรณที่ผมเคยไปออกชุมชนมา ประหยัดต้นทุนเรื่องสารเคมีได้มากมายในขณะที่ผลผลิตเท่ากัน

ถ้า รมต.กระทรวงไอซ์ทีมีความรู้ในเรื่องที่เขาดูแลอยู่มากกว่านี้ หรือถ้ากระทรวงวัฒนธรรมมีความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติมากกว่านี้ เราอาจมีอนิเมดีๆดูมากขึ้น มีหนังที่ไร้การเซ็นเซอร์แต่ไปจำกัดที่อายุคนดูฉาย ผับยังตรวจบัตรได้ ทำไมโรงหนังตรวจบัตรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงความคิดผม จึงอาจจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีนัก แต่อย่างน้อย ผมเองเห็นว่า ยิ่งมีความรู้กว้าง ก็จะมีการแก้ปัญหาไปได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น มีการยอมรับอะไรใหม่ๆมากขึ้น และเมื่อคุณมองโลกกว้างขึ้นการทะเลาะเบาะแว้งกันก็จะลดลง

ปัญหาแก้ไม่ได้ เป็นเพราะเราขาดปัญญา ขาดความรู้ หาความรู้หลายๆด้านใส่ตัวไว้บ้างคงไม่เสียหลาย อาจไม่ชำนาญถึงขั้นแก้ปัญหาได้เอง แต่อย่างน้อยคุณก็รู้ช่องทางแก้ปัญหามากขึ้น และยอมรับในตัวของคนอื่นได้ง่ายขึ้น

แต่ถ้าความรู้ความสามารถ แพ้อำนาจของเงิน เราก็คงต้องยอมให้คนมีเงิน ซื้อตำแหน่งมาชี้นำทางที่ถูกต้องต่อไป...

(ว่าแต่ เริ่มต้นที่ ฺBitch มาจบลงที่ Corruption ได้ยังไงกันนะ - -'')

สรุป : เปิดใจให้กว้างด้วยการหาความรู้กันเถอะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพิ่มเติม : เปลี่ยน Theme แล้ว กด Ctrl + F5 นะครับ...

ใช้ Firefox แล้วสวยมาก ใช้ IE แล้ว Suck...

ยังไงไว้มีอารมณ์จะกลับมาแก้อีกรอบครับ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

นานๆจะได้เปิดซิงคุณหมอที
ขอเจิมก่อนนะcry

#1 By seaugpor on 2008-04-18 00:18

โอ้โห จากรถไฟ ไปปัญหาระดับชาติ คุณน้องสุดยอดจิงๆopen-mounthed smile
ส่วนภาพสุดท้ายผมเปิดใจรับอยู่แล้วคับ(มั่วนิ่มเลยตรูquestion)

#2 By seaugpor on 2008-04-18 00:23

รถตู้
หญิงสองคน
โลกร้อน
ข้าวแพง
อนิเมชั่น
โอ้ว
ท่าจะนอนไม่หลับจิงนะนี่ มีเวลาให้คิดเยอะ

ป.ล.ผมได้คิวสองหรือเปล่า
confused smile

#3 By WhiteMapleS on 2008-04-18 00:24

sad smile sad smile sad smile หลับไม่ลงเลยสิคะเนี่ยsad smile

#4 By (^_^)/nana on 2008-04-18 00:28

อ่านแล้วอึ้งที่คุณหมอสามารถลากจากรถตู้ไปโลกร้อน ข้าวแพง กระทรวงไอซ์กับวัฒนธรรม แล้ววกกลับมาที่คอรัปชันได้ (แต่ผมอ่านแล้วไม่สับสนแฮะ)

อ่านแล้วผมคิดในอีกมุมมองนึง จากประโยคที่ว่า "มนุษย์จะใจกว้างเมื่อมีความรู้"ครับ

ผมคิดว่าถ้ามนุษย์มีความใจกว้าง จะมีโอกาสรับความรู้ได้มากขึ้นครับ confused smile

#5 By SkyKiD on 2008-04-18 00:38

เอาทุนนิยมออกไป แล้วเอาอะไรเข้ามา?

#6 By renkung on 2008-04-18 00:41

เอรู้สึกว่าคนสมัยนี้เก่งแต่ในตำราอย่างเดียว ไม่ค่อยรู้อะไรทองตำราเลย อีกอย่างเอว่ามันอยู่ที่การสั่งสอนและปลูกฝังของแต่ละครอบครัวมากกว่า จะว่าไป กลับไปใช้ถุงพลาสติกเหมือนเดิมดีกว่าเนอะ
ง่ายๆ เลยก็คือว่า..ไอ้พวกคนที่บริหารบ้านเมืองอยู่ตอนนี้น่ะไม่ได้ทำอะไรอยู่บนพื้นฐานของความรู้แม้แต่นิดเดียว การกระทำและการตัดสินใจล้วนตั้งอยู่บนความอยาก ความต้องการ และผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้นเลยน้องหมอ... คงยากอ่ะ..เพราะคนเหล่านั้นดันเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรอีกต่างหากsad smile angry smile confused smile

#8 By ปอนปอน on 2008-04-18 00:55

เข้ามาเจอโรค "บิด" เลยนะคะเนี้ย confused smile

เห็นด้วยค่ะ ที่ว่าหาความรู้หลาย ๆ ด้านใส่ตัวไว้บ้างคงไม่เสียหลายหลายแสน big smile

เอาน่า..ก็แค่ฝันร้ายในรถตู้เท่านั้นนะคะ double wink ลงจากรถก็หายไปแล้วฝันร้ายนั้นน่ะ open-mounthed smile

เจเน็ตแดง.. sad smile เข้าใจตั้งชื่อให้เค้านะคะ open-mounthed smile

เป็นทริปที่ยากจะลืมจริงๆนะคะsad smile

#10 By -JpNc- on 2008-04-18 01:15

เน๊าะ.....

แต่ข้าวแพงจริงๆ จนจะเลิกกินข้าวกันแล้ว -*-

#11 By 『才鬼-サイキ-』 on 2008-04-18 01:16

อืม...
ก็พาไปได้เรื่อยๆเนอะconfused smile Hot!

#12 By doggiestyle on 2008-04-18 01:27

เสียใจด้วย ที่ภายในไม่กี่วันเกิดเรื่องราวให้คิดตั้งมากมายขนาดนี้ question

ไม่ได้ใช้หมาไฟ รักสบาย ติดภาพไออี ยังอยู่ในโหมดขี้เกียจเปลี่ยน เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งพ่นคำหยาบใส่มันเลยนะ sad smile
ใครใครก็ต้องทำเพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละค่ะ

จะทำเพื่อคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อตัวเองได้มากพอแล้ว

เริ่มจากบิด จบที่คอ

สวยงามมาก Hot!

#14 By iDoi* on 2008-04-18 02:01

ป้าท่าทางอาการหนักนะเนี่ย - -

เห็นด้วยงะ เพราะยังไง ความรู้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

คนเราควรมีความรู้หลายๆด้าน ไม่ใช่จมปลักอยู่กับอะไรแค่อย่างเดียว ยิ่งมีความรู้มาก มีความสามารถมาก ((แบบถูกๆนะงับ ไม่ใช่แบบ งูๆปลาๆ))

ก็ยิ่งมีโอกาสมากตามไปด้วย


สาวเมดถือเลื่อย...หุๆ


ป.ล.

ธีมสวยงับพี่หมอ แต่ตรงเอ็นทรีที่เขียน ตัวหนังสือมันยาวเกินขอบบล็อก บล็อกเบี้ยวน๊าา มาแก้ด้วย
อะ ลืมไป

ป๋มใช้หมาไฟเน้อcry
อ่านไป ก็แอบงงไป ทำไมเรื่องเปลี่ยนหว่า ...

แต่ก็นะ เมียเช่าก็งี้แหล่ะ ขนาดบนรถเมล์พี่แกยังจ้อได้ไม่อายเลยคร้าบ (ผมเจอเมียเช่าประเภทสองด้วยอ่ะ sad smile)

#17 By = ต้น = on 2008-04-18 02:51

เคยมีมุมมองจากคนทำภาพยนตร์กล่าวไว้ว่า
ในบ้านเรา หากใช้ระบบแบ่งเรท ในโรงภาพยนต์เหมือนในต่างประเทศแล้ว
ความชิบหายจะมาเยือน ..

ผมไม่แน่ใจว่า ในเมื่อการแบ่งเรทนั้น ดูจะเป็นทางออก
ที่นำไปสู่สวรรค์ ทั้งผู้ผลิต, รัฐ และผู้บริโภคแล้ว
มันจะชิบหายได้อย่างไร ..

ในความเห็นที่น่าฟังนั้นกล่าวไว้ว่า
เขาไม่ได้กลัวการไม่สามารถปฏิบัติได้จริงของโรงหนัง
(แน่ล่ะ ในผับต่างจังหวัด หรือนอกเมืองของบางกอก
ผมเชื่อว่ายังมีเด็กไม่มีบัตรประชาชนเข้าไปได้เลยนะนั่น)
แต่เค้าห่วง "ความอิสระ" ในการผลิต และฉายหนัง
แม้ในเรทหนังที่ควบคุมก็ตาม .. เพระาหนังโป๊ จะถูกกฏหมาย
แต่จะถูกแบ่งเรทไปอยู่แค่บางโรง และมันจะกลายเป็นโรงหนังที่เต็มทุกที่นั่งในทุกรอบ
(ตามนิสัยคนไทย) และผู้ผลิต ต่างก็จะผลิตๆๆๆๆๆๆ
กันออกมา แม้จะในโรงจำกัด CD และ DVD จะถูกขาย
มากกว่านี้อีกร้อยพันเท่า อย่างถูกกฏหมาย ภายใต้กาควบคุมเรื่องเรท
และในบิท หรือการ ไรท์ copy ฯลฯ ตอนนี้ยังมีกันในทุกเครื่องที่มีคอม ...

อืม ... ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
แต่ก็แอบกังวลนะหมอ -_-'

แต่ที่ผมอยากเห็นอย่างหนึ่งก็คือ
นักการเมืองรุ่นใหม่ๆ อายุไม่เกิน 45 นั่งอยู่กันเต็มสภา
ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้ คุณธรรม และแรงทะเยอทะยาน
มันจะมีได้ไหมนะ ...
เปลี่ยนใหม่สวยมากพี่ ตกตะลึงนิดๆ
ที่หัวมันมีเส้นๆกระตุกๆ - -" เส้นกราฟหัวใจ

ก็ถูกนะ ยิงรู้ในหลายๆจุด มองเห็นจุดบอดได้มากกว่า
แต่ก็ต้องอยู่ที่คนอีกว่า ตกลงเขาเรียนเยอะๆเพื่อ
ไปทำวุฒิ หรือ เรียนเพื่อให้รู้ถึงระบบของวิชา

ทุกอย่างที่เรียนในห้อง หนูว่ามันอาจจะเยอะ
จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จนบางคนคิดว่าเรียนไปก็ใช้แค่สอบ

แต่ที่จริง การเรียนไม่ว่าในห้องหรือนอกห้อง
คือการรู้ระบบของมันมากกว่า สอนให้รู้จักคิด
เข้าใจถึงเหตุที่มันเป็นแล้วเกิดผล เป็นขั้นตอน
แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข หรือเป็นตัวอย่าง
ให้เราเรียนรู้ชีวิตได้ง่ายขึ้น มีความคิดที่แตกต่าง
จากองค์ความรู้ที่มีกับความคิดสร้างสรรค์
มันก็ไ้ด้มากกว่าการคิดเชิงมุมวิชาการด้านเดียว
แต่ว่าเมืองไทยมันก็นะangry smile

คงต้องรอให้เชื้อโรคในอลิสโพล่ออกมาขย้ำให้ทั่วก่อน
แล้วอลิสคงต้องโพล่ออกมาช่วยเรา

หนูว่า ประเทศไทยคงจะพัฒนาได้อีกเยอะ
ถ้าไม่...........เย้ย!!!


ล่าสุดแก้ theme แล้ว... IE ก็ช่างหัวมันตามเคย

7.ความอยากเรียนรู้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ปลูกฝังได้นะผมว่า

8.ไม่มีใครถูกสักคนหรอกครับ ผมเองเห็นว่า ถ้าจะด่า ต้องด่าให้หมดและครบถ้วน

9.เหอะๆ ^^ ผมไม่ซีเรียสหรอกครับ พยายามแปลด้วยความเพลิดเพลิน

15.เป็นเจ้าหญิงจาก Monster Princess (Kaibutsu Oujo) แก้แบบชั่วคราวให้ไปก่อนแล้วในเช้านี้

18.Hot! อย่างว่าแหละครับ ผู้ผลิตที่ไร้จรรยาบรรณยังมีเกลื่อนกลาด ถ้าอยากได้โลกอุดมคติ คงต้องพัฒนาทั้งความรู้และคุณธรรมไปด้วยเลยละมั้ง...

19.ความรู้พื้นฐาน ถ้าไม่มีก็จะเอาไปคิดไม่ได้ รู้พื้นติดตัวไว้ รู้ลึกเก็บไว้ค้นหาเมื่อยามจำเป็นทีหลังครับ

Wizard who read 1000 books is incredible. Wizard who remember 1000 books is insane. - ดัดแปลงจาก ข้อความบนการ์ดเมจิก

18.

#20 By on 2008-04-18 08:32

ป้าแกคงทะเลาะกับสามีที่บ้านมา เลยหาที่ลง

ปัญหาส่วนใหญ่มันเกิดจากการหาประโยชน์ส่วนตัวโดยทำมองไม่เห็นโทษที่จะเกิดกับคนอื่น

ดูอย่างข่าวการเมืองทุกวันนี้สิครับ

ขิงๆนะ

#21 By देवता on 2008-04-18 08:39

ทีม ใหม่สวยเลือดสาด เหอะๆ

แล้วก็โยงไปเรื่องโลกร้อนได้... เหมือนเป็นต่อเมื่อคืนเลย

#22 By หมูทอดซามะ on 2008-04-18 08:44

มีสาระมากๆคับแต่คงใช้กับคนประเทศนี้ไม่ได้มั้งคับquestion

#23 By ทอม on 2008-04-18 09:43

sad smile sad smile sad smile

ปล. ธีมใหม่ แฟลชสะดุดตามากๆ wink

#24 By บอมเบย์ on 2008-04-18 09:57

เอนทรี่นี้โดนใจมากๆ เเนวคิดตรงกับผมเลยครับ (รวมไปถึงนากาโตะด้วย เเหะๆ)

#25 By raysama on 2008-04-18 11:22

อยากร่วมวงฟัง Thaitanium ร้องเพลง "สาวลาดพร้าว" ท่าจะมันส์นะนี่นะ

#26 By hiney* on 2008-04-18 13:05

ถ้าเจเนตแดงคนนั้นมีประสบการณ์จากการเดินทางมากกว่าเดินรอบพัทยา เธอคงรู้ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพ พัฒน์พงษ์ และพัทยาเท่านั้น>>>ปมชอบประโยคนี้จังครับ

ปล.ผมเคยเขียนเรื่องคล้ายๆกับ เจเน็ตแดง ไว้ที่ ปล.เอนทรีนี้ด้วยล่ะครับhttp://khunkrabi.exteen.com/20071127/entry-2

#27 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-04-18 13:39

เวลาผมโยงโลกร้อนเข้ากับการเมืองก็จะมีไอ้เกรียนที่ไหนไม่รู้เข้ามาขัด "คุณนี่ managerlism จริงๆนะ เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ยังลากเข้าการเมืองได้"
แล้วจะให้ผมทำยังไงดี ในสังคมที่มีแต่คนใจแคบtongue
"Hey, Listen up you, Bitch. <<<<< เริ่ดดดดดด5555


เห็นด้วยกับ จขบค่ะ


#29 By gallantfoal on 2008-04-18 13:45

ถูไถไปได้ไกล๊ ไกล จริงๆค่ะ สามารถขนาดนี้ เพราะมี " ความรู้ "



ป.ล. รู้อะไร..ก็ไม่สู้ รู้เค้ารู้เรา ลบร้อยคลั้ง ขี้ยางลบทั้งนั้น sad smile !


สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังนะคะ ขันน้ำ

#30 By ire_u on 2008-04-18 14:32

Hot! [snk] [snk] ต้องดาวค่ะ

อ่านแล้วโดน โดนเฉพาะช่วงที่พาดพิง รมต. เหอๆๆ
เฮ่อ ใครหนอจะแก้ปัญหาได้
เริ่มแค่จุดเล็กแต่จบที่ปัญหาระดับชาติ สุดยอดค่ะHot! big smile

#32 By หมู..โฮก..โฮก on 2008-04-18 14:38

ป้าบิชชี่แกแรงจริง...


เปิดประเด็นจากเรื่องบนรถ มาเป็นเรื่องเศรษฐกิจการเมือง และการดูหนัง

พี่หมดสุดยอดจริงๆ ฮ่ะฮ่าๆ

#33 By ชาเขียวaddict on 2008-04-18 14:43

บิดซ้ายยย
บิดขวววา
แต่อย่าบิดชี่

Hot! Hot!
อ่านเอนทรี่เดียวได้หลายเรื่องเลยแฮะ

#34 By flawas on 2008-04-18 14:58

เท่าที่อ่านมา ดูจะใช้ ความใจกว้าง มากกว่าความรู้นะคะbig smile

สรุปก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่างั้น

open-mounthed smile

#35 By PoY on 2008-04-18 15:15

theme สวยดีนะครับ.

ส่วน เจ๊ hi-so นั่น...ปล่อยอยู่โลกโสมม ของเขาเถอะครับ

#36 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-04-18 16:06

แต่ถ้าความรู้ความสามารถ แพ้อำนาจของเงิน เราก็คงต้องยอมให้คนมีเงิน ซื้อตำแหน่งมาชี้นำทางที่ถูกต้องต่อไป...

โดนใ่จค่ะ...พูดเรื่องนี้แล้วเซ็ง

เงิน เงิน เงิน...เฮ้อ
อ่านแล้วอาย...
เพราะเพิ่งไปเดทกับฝรั่งที่นัดเจอกันมาเมื่อกี๊เอง... = =

#38 By ดอกทอง - Mraz Mania on 2008-04-18 16:49

ขอบ่นเรื่องข้าวแพงหน่อยแล้วกันครับ

ตอนนี้ ข้าวสารที่ผมซื้อประจำหน้าบ้านผม ถังล่ะ 500 กว่าแล้ว จากที่เคยซื้อเพียง 300 นิดๆ แม่เพิ่งบ่นกับผมเมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้เองว่าข้าว 400 แล้ว เมื่อวานยายเดินออกไปถามราคาก็ได้การตอบกลับมาว่า 500 บ้านผมก็แค่พอมีพอกินไม่ได้รวยมากกมายอะไรนัก แต่เจอข้าว 500 นี่ก็แทบจะไม่ไหวเหมือนกันนะครับ แถมฟังข่าวรัฐบาลบอกว่า ข้าวนาปรัง จะออกอีกภายใน 3 เดือนข้างหน้า ผมบ่นกับยายว่า นี่เราจะต้องรออีก 3 เดือนใช่ไหม ถึงจะมีข้าวกิน เซงสุดๆเลยนะครับ เจอแบบนี้


angry smile
เฮ้ออ
สังคมสมัยนี้ มันน่าปวดหัวจริงๆเลยค่ะ
น่าปวดเฮดจริงๆค่ะ ไม่อยากโตเลยค่า~angry smile

เริ่มสนทนาด้วยคำด่าก็เป็นเรื่องสิครับ..

เห็นด้วยครับ เปิดใจให้กว้างหาความรู้ ไม่ต้องเก่งขนาดโปร แค่รู้ก็พอช่วยได้ครับ..

#41 By :: KinG MoJi :: on 2008-04-18 18:41

Hot! Hot!
เห็นด้วยคะ ^___^

แต่ป้าแกด่าแรงจริงๆนะ เหอะๆ

#42 By l)eityZel2o♥ on 2008-04-18 18:48

อ่านยากส์ เพราะลายที่พาดมาข้างๆหนะครับ

#43 By iMase on 2008-04-18 20:42

ชอบตรงนี้ค่ะ

ทุกคนพูดกันว่าโลกร้อน ผมลองถามเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดูทีวีมากกว่าใช้เนต ทุกคนก็รู้จักโลกร้อน รู้ว่าถุงผ้าลดโลกร้อน แต่ไม่รู้ว่าโลกร้อนเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าถุงพลาสติกก่อโลกร้อน ไม่รู้ว่ามันไม่ได้แก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้อย่างเดียว หลายคนจึงแก้ไขด้วยการติดแอร์รับโลกร้อน ปลูกต้นไม่ในสวนตามปกติ และใช้ถุงผ้าไปซื้อของ โดยเอาของใส่ถุงพลาสติกแล้วใส่ถุงผ้าอีกที ซึ่งมันก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

......

อืมมม เลื่อนลงมา ชอบยูกิมากกว่าอีก >_<

#44 By hikaru on 2008-04-18 20:50

โว้ววว..
แถไปได้ (ด้วยดี)

Hot!

#45 By THE NERD on 2008-04-18 21:43

โห แหลมเลย หัวบล็อก แล้วไอ้เถาข้างๆ ปีนไปแล้วจะเจอนางฟ้าเปล่า open-mounthed smile

#46 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-04-18 22:08

ฝรั่งไม่มีคำว่า "เกรงใจ" ก็จริงฮะ
แต่เขามีคำว่า "มารยาท" นะ

คำเหล่านี้คงเป็นซับเซตของ "สมบัติผู้ดี" มั้ง..

การที่ฝรั่งคนนั้นต่อว่าป้าบิตชี่เพราะป้าเขาเริ่มต้นด้วยความรุนแรงก่อน แต่เราก็ไม่รู้หนิว่าเขาเถียงอะไรกัน
ถ้าฝรั่งเป็นสุภาพชนก็คงใช้วิธีอะลุ่มอะหล่วยไปแล้ว (เฮียอาจเป็นฝรั่งขี้นกก็ได้)

ถ้าเจ๊เจเน็ตไม่มีมารยาทไม่มีความเกรงใจก็อาจเป็นไปได้ว่าหล่อนกำลังเพ่งสมาธิกับการทำงาน(ฝรั่ง)ของเธออยู่จึงลืมมารยาทไปบ้าง

ป้าบิตช์แกก็เกินไปเจงๆนั่นแหละ ถ้าแกอยากให้คนอื่นเกรงใจแก แกก็ควรหยิบยื่นความสุภาพให้คนอื่นด้วยเหมือนกันนะ

แล้วมาเรื่องถุงผ้าได้ไงอ่ะ
แต่ก็นะ โฆษณารณรงค์กันเข้าปาย แต่ไม่อธิบายอะไรเลย
คนที่เขาลงมือช่วยโลกถูกวิธี เพราะเขาเริ่มจากความเข้าใจว่าปัญหาโลกร้อนเนี่ยส่งผลกระทบต่อเขาต่อคนที่เขารักยังไง เรื่องใกล้ตัวแต่ไม่ค่อยมีใครตระหนักถึง

เตรียมตัวเป็นมนุษย์ไก่ย่างกันเถอะชาวโลกsad smile Hot!

#47 By \\(..U 3U..)// on 2008-04-19 12:16

ถ้าไม่กด Ctrl + F5 อ่ะนะ
ลวดหนาวแทบทิ่มตาบอดทีเดียวsad smile

#48 By \\(..U 3U..)// on 2008-04-19 12:19

เห็นด้วยเรื่องการหาเรื่อง(ความรู้)ใส่ตัวค่ะ

แต่ปัจจุบันผู้บริหารประเทศเรามันมีความรู้ไว้เพื่อใช้ในการอื่น

เจี๋ยคิดว่าเราควรจะ ใช้ความรู้ไปในทางใด? น่าจะดีกว่า

พอเพียง...
อะไรๆก็...เห้อ...sad smile

#50 By Sita on 2008-04-19 22:03

Recommend