มารู้จักผู้ป่วยทางจิตกันเถอะ
posted on 02 Mar 2008 12:35 by mingninja in Medicine-Student, World-Society
เพลง : อะไรอยู่บนฟ้า
ศิลปิน : ธัญญ์
อัลบั้ม : เพลงประกอบละคร หลังคาแดง
ความผิดพลาดที่ร้ายแรงจนไม่น่าให้อภัยในชีวิตการเรียนของผม ก็คือการเลือกเรียนวิชา Neuroendocrine (ฮอร์โมนภายในสมอง) กับน้องๆปี 3 โดยนึกว่ามันจะเหมือนกับวิชา Psychiatric ที่กะจะลงเรียนตอนอยู่ปี 5 ผลลัพธ์คือการเข้าไปนั่งฟัง ดร. สองคนบรรยายด้วยระดับคลื่นเสียงที่ราบเรียบเป็นชั่วโมงและหลับไปราวกับถูก กล่อมด้วย Lover's Concerto ภายใน 10 นาที...
ตื่นมาอีกที อ้าว...โดนบังคับให้ทำรายงานอีก คะแนน 50% <<< สอบอีก 50% ตัดเกรดง่ายดีนะ -*- พอดีไปยืมชีทเพื่อนมาอ่านพ่วงมาจาก Entry มือถือ...จิตหลุด ก็เลยสรุปโน้ตย่อ Psychiatric ประกอบความรู้แทน ประชดชีวิตไปซะงั้นละครับ
.
.
.
หมายเหตุ : สรุปแบบใส่ไข่ ตามฟอร์ม - w - ไม่ลงรายละเอียดการวินิจฉัยนะครับ
อะไรคือ "โรคทางจิตเวช" (Psychopathologic Disorder)
ก็คือโรคที่มีอาการโดดเด่นในด้านต่างๆ เช่นความรู้สึก (ขี้กลัว ตกใจบ่อยๆ) การรับรู้ (ความจำผิดเพี้ยน หลอน) อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่ผิดไปจากคนส่วนใหญ่จนไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกะชาวบ้านชาวช่องได้ ทำอะไรไม่ได้เหมือนที่เคยทำ
ประเภทของโรคทางจิตเวช
1.จิตเภท (Schizophrenia - "หัวใจแตกสลาย")
เชื่อกันว่า เกิดจากการมฮอร์โมน Doparmine มากเกินไป ทำให้เกิดอาการหลอนและคุ้มคลั่ง อาจพูดจารู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ได้ ว่าง่ายๆคือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนั่นเอง
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย ง.
เป็นชายไทยวัยรุ่น ขับรถขึ้นไปบนฟุตบาทไล่ทับคน
รวมทั้งทะเลาะกับคนขับรถเมล์แล้วเอาอิฐฟาดหน้า พ่อของผู้ป่วยกล่าวว่า
ปกติลูกชายเป็นคนใจดี รักสัตว์ ไม่น่าจะไปทำร้ายใคร สงสัยผีทำ...
2.โรคซึมเศร้า (Depressive Disorder)
ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหน่ายหมดความสนใจในสิ่งต่างๆ อาจมีความรู้สึกอยากตายมาเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีสาเหตุมาจากการขาดฮอร์โมนกระตุ้นประสาทกลุ่ม 5-HT, NE และ DA
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย
อ.เป็นชายไทยวัยรุ่น ไปเห็นแฟนกำลังแสดง พูดกระทำ
เหมือนตอนที่เธอพูดกับเขา แต่ผู้ชายคนนั้นมันไม่ใช่เขา
เขาจึงรู้สึกเหมือนคนไม่มีกำลังและหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป
รู้สึกเหมือนคนจะตายที่ขาดอากาศจะหายใจ มีอาการ Back-Chest Pain
อันเป็นอาการที่เจ็บเหมือนโดนแทงข้างหลังจนมันทะลุถึงหัวใจ
ผู้ป่วยไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เสียใจแค่ไหน...บอกได้คำเดียว
อยากตาย...
3.อารมณ์แปรปรวน (Bi-polar Mania - "สองขั้ว")
ผู้ป่วยจะมีอาการ 2 ช่วง ที่ต่างกันราวฟ้ากะเหว ช่วงแรกคือ Mania เป็นช่วงที่อารมณ์ดีผิดปกติหรืออาจจะหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน นอนไม่หลับ พูดเร็ว ความคิดเร็ว ไม่มีสมาธิ และมีความสุขกับกิจกรรมที่กระทำโดยไม่คำนึงถึงผลเสีย หลังจากนั้นจะเข้าสู่ภาวะ เงียบ หงอย ซึม... โรคนี้สัมพันธ์กับอาการชักได้ด้วย
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย ส.
ปกติทำงานเป็นเลขาธิการ ในวันที่ 23 ธค.2550 ที่ผ่านมา
ผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ Mania
โดยการออกมาโวยวายเป็นหน้าเป็นตาขององค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่
ไม่ยอมรับผลการตัดสินของส่วนรวมและหาเรื่องฝ่ายตรงข้าม ต่อมาวันที่ 29
มกราคม 2551 ผู้ป่วยเริ่มหุบปากและถอยกลับไปตั้งหลักอย่างหงอยๆ
4.วิตกกังวล (Panic Disorder)
กังวลมากเกินเหตุ ว่ากลัวจะตายหรือจะเป็นบ้า และเกิดอาการ Panic Attack คือใจสั่น แน่หน้าอก เหงื่อตก หายใจไม่ออก คลื่นไส้ เป็นลม อาจพบอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ ความจำสั้น เชื่อว่าเกิดจากฮอร์โมน NE, 5-HT และ GABA
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย ล.
เป็นสตรีวัยกลางคน เธอขึ้นปราศรัยบนเวทีเดียวกับพรรคพวกของเธอ
เธอรู้สึกกังวลว่าเธอไม่เด่น จึงพยายามแย่งซีนหัวหน้าพรรค แย่งไปแย่งมา
หัวหน้าพรรครำคาญจึงวีนเธอและเรียก รปภ.ให้ลากเธอลงจากเวที เธอรู้สึกกังวล
ยืนแข็ง เกร็ง ตัวสั่น และเป็นลม...
จนสื่อมวลชนทุกคนหันกล้องมาที่เธอในทันที
.
.
.
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมทางจิต ที่อาจไม่ถึงขั้นโรคจิต แต่เราจะพบได้ทั่วไป ตัวอย่างเช่น
5.ย้ำคิดย้ำทำ (OCD - "โอตาคุ")
ทำอะไรซ้ำๆ กังวล ทำแล้วทำอีก สมาธิสั้น และพะวงกับสิ่งที่ทำอยู่เสมอ รวมถึงอาการหมกมุ่นด้วย
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย ส.
ปกติเป็นพิธีกรรายการ รักษาความปลอดภัยแห่งแผ่นดิน
ช่วงหลังๆที่ดำเนินรายการจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่นอกจากขุดข่าวมาหาเรื่อง
คู่อาฆาตของตน หรือแต่งข่าวใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามไปวันๆ
พี่แกหมกมุ่นเรื่องนี้มาปีกว่า ไม่เลิกราซะที
6.หลอน (Hallucination)
มักเกิดจากความผิดปกติภายในสมอง ทำให้เกิดการรับรู้ที่ผิดปกติ เช่น การมอง (Visual Hallucination) การสัมผัส (Tactile) การได้ยิน (Auditory)
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย ส.
(ส.มาแรงนะฮะปีนี้)
กล่าวถึงอาชญากรรมนองเลือดหมู่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า
ตนเห็นคนตายแค่คนเดียว
หากความจริงผู้ป่วยอยู่ท่ามกลางดงอาชญากรรมครั้งนั้น ก็จะถือว่าผู้ป่วย
ส.มีอาการ Visual Hallucination
7.มีความเชื่อแบบผิดๆ (Delusion - "งมงาย")
ผู้ป่วยปักใจเชื่อมั่นในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้หรือไม่เป็นความจริง และยึดเป็นหลักนำไปพูดหรือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่าง : ทันทีที่ผู้ป่วย ท. มาถึง ชาวบ้านหลายคนดีใจว่าเจ้านายกลับมาแล้ว ก็พากันไปซื้อหวย 28 กันยกใหญ่ <<< เอ๊ะ กรณีนี้ ท.ไม่ได้เป็นผู้ป่วยนะ
8.เพ้อ/ลืม (Delirium/Dementia)
อาการ Delirium จะเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะเพ้อถึงสิ่งที่เป็นจินตนาการ (ถ้าฝันเฟื่อง จิตหลุด ล่องลอย จะเลยไปถึงขั้นที่เรียกว่า Fantasy) ลืมสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ลืมความเป็นจริงไป แต่ถ้า Dementia จะเป็นการลืมจากอายุมากแล้ว
ตัวอย่าง : สมัยผู้ป่วย ท. มีอำนาจ
ผู้ป่วย ท. กล่าวว่าจะให้โน้ตบุคเด็กไทยคนละเครื่อง
จะให้ประชาชนไทยล้างไตด้วยมูลค่า 30,000 ไหนจะเรื่องสิทธิบัตรยาอีก...
อันนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้ป่วย ท.เป็น Fantasy, Delirium หรือ Dementia กันแน่
9.ปฏิเสธความจริง (Denial)
ถ้าโกหกจนเป็นนิสัยยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าปฏิเสธ จนลืมไปเลยจริงๆว่ามีความเป็นจริงนั้นอยู่บนโลก (คือ ตัวเองก็เชื่อไปด้วย ว่ามันไม่ใช่) กรณีนี้จัดเป็นขั้นรุนแรง มีแนวโน้มจะพัฒนาไปเป็นโรคจิตได้สูง
ตัวอย่าง : ผู้ป่วย ท.
เคยซื้อหุ้นมาซุกไว้หลายล้าน แต่พอถูกสอบถามเข้าก็บอก ไม่มี๊ ไม่มี /
ผู้ป่วย บ. เคยบอกว่าจะไม่เข้าร่วมกับผู้ป่วย ส. แต่พออำนาจเปลี่ยนมือ
ก็บอกว่าพูดตอนไหน ไม่เค๊ย ไม่เคย / ผู้ป่วย อ.
เคยบอกว่าไม่ว่ายังไงก็จะไม่ตั้งองค์กรเงาขึ้นมาแข่งขันกับศัตรูเด็ดขาด
รู้แพ้รู้ชนะ แต่ที่ทำอยู่มันมะช่ายอ่ะเธอ / โอ้ย มีอีกหลายผู้ป่วย
ทำไมกรณีนี้ผู้ป่วยเยอะจัง...
จะเห็นได้ว่า เราสามารถพบผู้ป่วยจิตเวชได้ทั่วไป การบำบัดต้องใช้เวลา และถึงผู้ป่วยมีอาการทางจิต เราก็ไม่ควรไปด่าหรือเรียกเขาว่า "บ้า" นะครับ เพราะเขาก็มีหัวใจ มีความคิด เป็นมนุษย์เหมือนเรานี่แหละ เพียงแต่มีโลกส่วนตัวของตัวเอง แค่นั้น
อาจารย์ที่สอนจิตเวช
เคยรับมือกับโอตาคุบ้าฟิกเกอร์คนนึงที่กอดฟิกเกอร์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน
และพูดกับมนุษย์ไม่รู้เรื่อง พอดีสามีอาจารย์บ้ากันดั้ม
เลยส่งไปคุยกะสามีแทน สบายใจกันทั้งคู่
(ผลลัพธ์ ? อ่าน Reply ที่ 53)
นึกคำจบไม่ออก...ขอยืมวลีเด็ด Blog คุณภูภู่ มาหน่อยละกัน
"รักษาสุขภาพ(จิต)กันด้วยนะครับ"
>>สับสน? หลงทาง? หาไม่เจอ?<< คลิก 
